ปลายฤดูใบไม้ร่วงมีฝนตกบ่อย สองวันก่อนน่าจะเพิ่งฝนตกไป ดินใต้เท้ายังชื้นอยู่บ้าง อากาศอบอวลด้วยกลิ่นชื้นปนกลิ่นดิน
แม้ตอนนี้จะเพิ่งหนึ่งทุ่มสองทุ่ม แต่ในหมู่บ้านกลับเงียบสงัดแล้ว นาน ๆ ครั้งจึงจะได้ยินเสียงนกร้องกับแมลงจากพุ่มไม้ ยิ่งขับให้บรรยากาศเงียบเหงา
“ฉันรู้สึกว่ามันแปลก ๆ”
จ้าวเหวินรุ่ยพูดว่า “พี่หม่าไม่ได้บอกเมื่อกี้เหรอว่าคนในหมู่บ้านมีไม่มาก หนุ่มสาวพากันเข้าเมืองไปทำงานหมดแล้ว?”
“ถ้าอย่างนั้นคนที่เหลือก็น่าจะเป็นผู้สูงอายุ บ้านเกิดฉันก็อยู่ในหมู่บ้านเหมือนกัน คนแก่ชอบความครึกครื้นที่สุด พอตกกลางคืนก็มักจับกลุ่มกันสองสามคนพูดคุยเรื่องสัพเพเหระ ยิ่งที่นี่มีลานเล็ก ๆ ด้วย”
เขากวาดตามองไปรอบลาน ลานเล็ก ๆ แห่งนี้น่าจะเป็นสิ่งที่คณะกรรมการหมู่บ้านสร้างให้ผู้สูงอายุโดยเฉพาะ เพื่อใช้พักผ่อนและทำกิจกรรมสันทนาการ
รอบลานมีม้านั่งตั้งอยู่หลายตัว ทั้งยังจัดวางเครื่องออกกำลังกายไว้ด้วย เห็นได้ว่ามีคนใช้งานเมื่อไม่นานมานี้ แถมยังใช้กันอยู่บ่อยครั้ง แสดงว่าผู้สูงอายุในหมู่บ้านนี้ไม่ได้เป็นพวกเก็บตัว แต่ชอบออกมาเดินเล่น
เหนือม้านั่งติดตั้งโคมไฟพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ จ้าวเหวินรุ่ยลองกดดู แสงสีขาวดวงเล็ก ๆ พลันสาดลงมา ปกคลุมม้านั่งไว้ บรรยากาศเหมือนเป็นจุดรวมข่าวสารหน้าปากทางเข้าหมู่บ้านขึ้นมาทันที
เซิ่งซินเยว่พลันรู้สึกว่า ถ้ามีใครยื่นเมล็ดแตงโมมาให้สักกำมือ เธอก็คงนั่งลงคุยเล่นได้เดี๋ยวนั้น
