บทที่ 5 ทุนก้อนแรก
คุณปู่จางกลับมาทันก่อนห้าโมงเย็น
พอมาถึงก็ยิ้มถามเจียงเนี่ยนจือว่า “เนี่ยนจือ วันนี้ตอนบ่ายมีคนไข้ไหมจ๊ะ?”
“มีค่ะ”
เจียงเนี่ยนจือหยิบสมุดบัญชีส่งให้คุณปู่จาง ในนั้นบันทึกตัวยาที่ใช้รักษาจ้าวฟางหรูในวันนี้ไว้
ชายชรารับสมุดบัญชีมาดู ก่อนยิ้มเอ่ยว่า “โอ้ วันนี้คนไข้มาปรับสีผิวให้สดใสหรือ?”
สมกับเป็นแพทย์แผนจีนอาวุโส ฝีมือไม่ธรรมดาจริง ๆ
เจียงเนี่ยนจือไม่กล้าโอ้อวด “ใช่ค่ะ คนไข้คนนั้นบอกว่าเดือนหน้าจะแต่งงาน เลยอยากให้ผิวพรรณดูดีขึ้นหน่อย”
“อืม” ชายชราพยักหน้าอย่างพอใจ “แต่การปรับสีผิวไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลได้ในเวลาแค่ชั่วครู่ เดือนเดียวคงเห็นผลไม่ชัดนัก”
“หนูเลยผสมยาพอกผิวขาวให้คุณคนนั้นด้วยค่ะ” เจียงเนี่ยนจือชี้ไปยังรายการตัวยาด้านล่างในสมุดบัญชี “ยาพอกผิวที่ปรุงจากตัวยาเหล่านี้ใช้ทาภายนอก แล้วใช้ควบคู่กับยาปรับสมดุลจากภายใน จะเห็นผลเร็วขึ้นค่ะ”
คุณปู่จางไล่สายตาอ่านลงมา สีหน้าแฝงความประหลาดใจเล็กน้อย
ด้วยความรู้ทางการแพทย์ที่เชี่ยวชาญ เพียงมองแวบเดียว เขาก็เข้าใจแล้วว่ายาพอกผิวขาวนี้ออกฤทธิ์อย่างไร
ตัวยาบางชนิดในนี้ไม่มีฤทธิ์ช่วยให้ผิวขาวเลยด้วยซ้ำ แต่กลับช่วยปรับฤทธิ์ของตัวยาอื่น ๆ ให้เข้ากัน จึงขจัดผิวหมองเหลืองได้อย่างง่ายดาย
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะผสมยาแบบนี้ได้
“ตำรับยาพอกผิวขาวนี่ หนูคิดขึ้นมาเองหรือ?”
แน่นอนสิ นี่เป็นตำรับที่เธอค้นคว้าขึ้นมาเอง
เจียงเนี่ยนจือพยักหน้าด้วยความยินดี “ค่ะ ใช่แล้ว”
คำตอบหนักแน่นของเธอทำให้ชายชราทั้งแปลกใจทั้งยินดี
ถึงจะไม่ใช่ตำรับรักษาโรค แต่การคิดตำรับขึ้นมาเองและรู้จักจัดตัวยาให้เข้ากันได้ ก็ไม่ธรรมดาจริง ๆ
ก่อนหน้านี้เขาเคยรับศิษย์มามากมาย ไม่ใช่ว่าทุกคนไม่ฉลาด เพียงแต่ส่วนใหญ่ค่อนข้างยึดติดกับแบบแผน รวมถึงตัวเขาเองด้วย เขาปฏิบัติตามตำรับยาและวิชาความรู้ที่บรรพชนถ่ายทอดมาโดยตลอด ไม่เคยคิดสร้างสรรค์สิ่งใหม่ขึ้นมาเอง
“เด็กน้อยนี่ฉลาดเหมือนที่ย่าหนูบอกจริง ๆ” ชายชราพูดอย่างพอใจ พลางใช้นิ้วแตะหน้าผากเจียงเนี่ยนจือเบา ๆ
พอได้รับคำชม เจียงเนี่ยนจือก็มีความสุขมาก เพราะเธออยากได้รับการยอมรับจากชายชรา แล้วค่อยคุยเรื่องบางอย่างกับเขา
“เอาละ ถึงเวลาแล้ว กลับบ้านได้ พรุ่งนี้อย่าลืมมาแต่เช้าล่ะ”
“ค่ะ ได้เลย...” เจียงเนี่ยนจือยิ้มแป้นมองชายชรา แต่ยังไม่ยอมไป
ชายชรามองเธออย่างสงสัย “มีอะไรอีกหรือ?”
เจียงเนี่ยนจือรู้สึกกระดากใจอยู่บ้าง แต่เธออยากปรับปรุงความเป็นอยู่ของครอบครัวให้ดีขึ้นโดยเร็ว
“คุณปู่จาง คือว่า... วันนี้คนไข้ที่มารักษา หนูคิดค่ารักษาตามราคาที่คุณปู่กำหนดไว้ค่ะ แต่ยาพอกผิวขาว หนูบวกค่าแรงเพิ่มไปนิดหน่อย...”
เห็นเธอทำท่ากระอักกระอ่วน คุณปู่จางก็เข้าใจทันที เขายิ้มจนตาหยี เด็กคนนี้มีท่าทางเจ้าเล่ห์ช่างคำนวณเหมือนศิษย์น้องของเขาไม่มีผิด
“คิดค่าแรงไปเท่าไรล่ะ?”
เจียงเนี่ยนจือชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว “หนึ่งหยวนค่ะ”
ค่ายารวมกันสี่หยวน ส่วนค่าแรงที่เจียงเนี่ยนจือคิดไปหนึ่งหยวน นับว่าสูงพอตัว
แน่นอนว่าเงินส่วนนี้ไม่ได้เป็นแค่ค่าแรง ตำรับยาต่างหากที่สำคัญที่สุด
ชายชราหัวเราะอย่างอารมณ์ดี คิดค่ารักษาได้ไม่เบาเลยนะ
“ได้ หนึ่งหยวนนี้เป็นของหนู”
“ไม่ค่ะ ไม่ได้” เจียงเนี่ยนจือรีบส่ายหน้า “คุณปู่จาง คนไข้คนนี้ก็เป็นลูกค้าประจำของคุณปู่ ถ้าไม่มีคุณปู่ ต่อให้หนูรู้ตำรับยา ก็หาเงินไม่ได้ หนูอยากบอกว่าเงินหนึ่งหยวนนี้ หนูขอครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งให้คุณปู่ ดีไหมคะ?”
ตลอดชีวิตชายชราชอบศิษย์น้องของตัวเองที่สุด ทุกวันนี้ยังไม่แต่งงานก็เพราะเธอ
เขาชอบหลานสาวของเธออยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เด็กคนนี้ยังรู้จักวางตัวอีกด้วย
แต่ชายชราจะเอาเปรียบเธอได้อย่างไร?
เขาหาเงินจากการขายยาได้ก็พอแล้ว
“ปู่ไม่เอาเงินของหนูหรอก เห็นอยู่ว่าหนูเป็นคนมีความคิด ต่อไปคนไข้ที่หนูตรวจที่ร้านนี้ หักค่ายาออกแล้ว เงินที่เหลือเป็นของหนูทั้งหมด”
“จริงเหรอคะ?” เจียงเนี่ยนจือดีใจมาก แต่เธอก็ไม่ใช่คนโลภไม่รู้จักพอ
“คุณปู่จาง เงินหนึ่งหยวนวันนี้หนูขอรับไว้ก่อนนะคะ เพราะที่บ้านขัดสนเงินจริง ๆ แต่ต่อไปเงินที่ได้จากการรักษา หนูจะแบ่งให้คุณปู่ครึ่งหนึ่ง คุณปู่อย่าปฏิเสธเลยค่ะ ไม่อย่างนั้นหนูคงไม่มีหน้าอยู่ทำงานที่นี่”
เมื่อเห็นแววตาจริงจังของเด็กสาว ชายชราก็พลันเข้าใจความดื้อดึงของเธอ
รู้ว่าเธอไม่อยากรับน้ำใจจากคนอื่นไปเปล่า ๆ เขาจึงหัวเราะอย่างจนใจ “ได้ ตกลงตามนี้”
-
พอได้เงินหนึ่งหยวนมา เจียงเนี่ยนจือก็ซาบซึ้งจนแทบร้องไห้
นี่เป็นครั้งแรกที่เธอหาเงินได้ นับตั้งแต่มาถึงโลกนี้
เมื่อนึกถึงความดีที่คนในครอบครัวมีให้ หัวใจของเจียงเนี่ยนจือก็เปี่ยมไปด้วยความหวัง
เธอเชื่อว่าด้วยความสามารถของตัวเอง จะต้องทำให้ชีวิตดีขึ้นได้แน่นอน
เพราะอย่างนั้น เธอจึงไม่ได้คิดจะเก็บเงินหนึ่งหยวนนี้ไว้กับตัว
เธอตั้งใจจะซื้อหมูสามชั้นไปเจียวน้ำมันหมู
เพราะที่บ้านไม่มีน้ำมันเหลือแล้ว
พอชายชรารู้ว่าเธอจะไปซื้อหมูสามชั้น ก็ให้คูปองเนื้อเธอมาสองใบ
คราวนี้เจียงเนี่ยนจือถึงได้รู้ว่า ซื้อเนื้อต้องใช้คูปองเนื้อด้วย
เธอปฏิเสธคูปองที่ชายชรายื่นให้ไม่ลง เพราะเธอต้องใช้จริง ๆ
เธอไม่อิดออด รับคูปองเนื้อจากชายชรามา แล้วแอบสัญญากับตัวเองในใจว่าจะตอบแทนบุญคุณที่คุณปู่จางมองเห็นคุณค่าในตัวเธอให้ได้ในวันหน้า
ในยุคนี้ คนชอบหมูสามชั้นมากกว่าเนื้อไม่ติดมันเสียอีก
ตอนเจียงเนี่ยนจือไปถึง เหลืออยู่แค่ครึ่งกิโลกรัมพอดี
หมูสามชั้นราคาครึ่งกิโลกรัมละแปดเหมา เจียงเนี่ยนจือล้วงเงินแปดเหมาออกมาซื้อทันที
จากนั้นเธอก็ไปยังตรอกเล็ก ๆ บนถนนอีกสายหนึ่ง ตอนนี้ผู้คนเริ่มใช้ชีวิตอย่างเสรีมากขึ้น หลายคนจึงกล้าเอาผักมาขายในตรอกอย่างเปิดเผย
เจียงเนี่ยนจือใช้เงินเพียงหนึ่งเหมา ก็ซื้อผักกาดขาวหนึ่งกิโลกรัมกับถั่วฝักยาวสองกิโลกรัมได้แล้ว
ตอนนั้นเอง เจียงเนี่ยนจือถึงเริ่มเข้าใจราคาสินค้าในยุคนี้อย่างชัดเจนขึ้นมาบ้าง
เงินที่เหลืออีกหนึ่งเหมา เธอเก็บใส่กระเป๋าไว้
เธอเดินอยู่หนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงหมู่บ้าน
ชาติก่อนเธอเคยชินกับการวิ่งหลายกิโลเมตรโดยไม่หอบสักนิด ไม่คิดเลยว่าร่างกายอ่อนแอแบบนี้ แค่เดินหนึ่งชั่วโมงก็ต้องหยุดพักตั้งหลายครั้ง
ร่างกายบอบบางอ่อนแอชะมัด
เธอกุมหน้าอก หอบหายใจ
จู่ ๆ เสียงคุ้นเคยก็ดังมาจากที่ไกล ๆ
“จือจือ...”
“พี่...”
“หืม?”
เจียงเนี่ยนจือเงยหน้ามอง เห็นเจียงเฉิงจูงเจียงโต้วโต้ว ทั้งสองกำลังเดินเร็ว ๆ มุ่งตรงมาหาเธอ
“พี่ เถาเถา? มาทำอะไรกันที่นี่คะ?”
“มารับเธอ แม่บอกว่ากลัวเธออยู่คนเดียวแล้วจะโดนคนรังแก”
คำพูดเรียบง่ายประโยคเดียวทำให้เจียงเนี่ยนจือไม่รู้จะตอบอะไร
นี่คือความรู้สึกของการมีคนคอยเป็นห่วงอยู่ตลอดเวลาหรือ?
เจียงเนี่ยนจือรู้สึกแปลกใจ ทั้งที่รู้ดีว่าตัวเองไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม แต่ทำไมถึงรู้สึกผูกพันกับครอบครัวนี้อย่างไม่อาจสลัดทิ้งได้กันนะ?
เธอยิ้ม ก่อนยกหมูสามชั้นกับผักในมือขึ้นมา “พี่ซื้อหมูสามชั้นมา เดี๋ยวเอาไปเจียวทำกากหมูให้กินนะ”
นี่มันเนื้อเชียวนะ
เธอพูดออกมาอย่างสบาย ๆ แต่เจียงเฉิงกับเจียงโต้วโต้วกลับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
ยุคนี้คนส่วนใหญ่ยังกินข้าวสวยไม่ค่อยได้ เนื้อสัตว์เป็นของหายากที่หนึ่งปีจะได้กินสักครั้งหรือสองครั้ง
บ้านที่ยากจนหน่อย บางปีไม่มีโอกาสได้กินแม้แต่ครั้งเดียว
เจียงเฉิงกับเจียงโต้วโต้วจ้องหมูในมือเธอตาไม่กะพริบ
