เป็นสวี่จี้ชิง แต่ไม่ใช่สวี่จี้ชิงที่กอดเธอลาเธอที่สนามบินเมื่อสัปดาห์ก่อน
เสียงของเขาทุ้มลึกลงไปอีก ไม่มีความอ่อนโยนที่เธอเฝ้าทะนุถนอมให้เขามาตลอดหลายปี ราวกับว่าไม่ว่าเขาจะพูดอะไร ก็ไม่เคยหวังจะได้คำตอบแบบคนรักจากเธอ น้ำเสียงจึงมีแบบแผนของการสั่งสอน แข็งกระด้างเย็นเฉียบราวกับแท่งน้ำแข็ง
คุ้นเคยเกินไป
คุ้นเคยถึงขนาดที่ว่าแม้ไม่ได้ยินมานานหลายปี พอเสียงนั้นดังขึ้นข้างหู เธอก็เดินเข้าไปหาเขาเองโดยอัตโนมัติ
ตอนที่เธอถูกรายล้อมในงานเลี้ยง ก็เป็นคำว่า “มานี่” คำนี้
มีอยู่หลายครั้งที่สวี่จี้ชิงเก็บกระเป๋าเดินทางตอนเช้ามืดเพื่อไปทำงานต่างเมือง ก็เป็นคืนที่มีพายุหิมะแบบคืนนี้พอดี และก็ตรงกับเวลาที่เธอลุกขึ้นมาห้องน้ำทั้งที่ยังงัวเงีย ก็ยังเป็นคำว่า “มานี่” คำนี้ เขาไม่สนใจว่าเธอจะง่วงจนสมองไม่แล่น ตาลืมไม่ขึ้น
ตอนนั้นเธอทั้งกลัวและรู้สึกซาบซึ้งใจต่อสวี่จี้ชิง จึงค่อย ๆ คลานไปหาเขาอย่างช้า ๆ แล้วก็ไม่กล้าขยับตัวอีก มีแต่ท่องเสียงสองพยางค์นั้นในใจราวกับเป็นการทดสอบการเชื่อฟัง เหมือนนกกระทาตัวน้อยที่เดินตามหลังเขา หรือบางทีก็ยืนนิ่ง ๆ อยู่ที่หน้าประตู ส่งเขาออกเดินทางอย่างกับส่งผู้ใหญ่
พอนึกย้อนไปทีหลัง เธอก็คิดว่า สวี่จี้ชิงคงอิจฉาคู่สามีภรรยาที่รักใคร่กลมเกลียวคู่อื่น ๆ ในวงสังคม
เขาอาจอยากได้แบบลูกน้องหนุ่มที่พาภรรยามางานเลี้ยง ที่ได้เธอเดินควงแขนอย่างสนิทสนม
เขาอาจอยากได้สิ่งที่จะคิดถึงระหว่างเดินทาง แม้เขาจะไม่รู้เลยว่า การลาแบบจูบแล้วจูบอีกในหนังรักนั้น ในชีวิตจริงมีใครทำกันหรือเปล่า
