การแนะนำตัวของสวี่จี้ชิงนั้นสั้นกระชับ
นอกจากชื่อแล้ว แม้แต่คำพูดตามมารยาทอย่าง "หวังว่าเราจะเข้ากันได้ดี" ก็ไม่มี เสียงปรบมือจากด้านล่างล้วนพุ่งเป้าไปที่ใบหน้าทั้งสิ้น
โดยเฉพาะพวกสาว ๆ ที่เอาแต่บ่นว่าในห้องไม่มีหนุ่มหล่อ ยิ่งจริงใจเป็นพิเศษ
หัวหน้าวิชานั่งอยู่ริมทางเดิน อดไม่ได้ที่จะรำพึง "คิดผิดจริง ๆ ฉันก็ว่าจะกลับชาติมาเกิดให้หน้าตาดีแบบนี้เหมือนกัน"
"งั้นนายลองดูรองเท้าคู่ที่เขาใส่สิ" อีกฝั่งหนึ่ง หลี่รุ่ยได้ยินก็หัวเราะ น้ำเสียงประชดประชัน "เพิ่งเคยเห็นของก๊อบที่ทำได้แย่ขนาดนี้ สะกดผิดทั้งสองคำเลย"
"โรงเรียนไปทำบุญที่ไหนมาอีกเนี่ย กระเป๋านักเรียนด้านข้างเย็บมาเป็นอย่างนั้น ไม่ชุนยังกับตะกร้าแน่ะ"
ครูติงอยู่ที่นี่ เสียงของเด็กหนุ่มจึงเบาลง แต่คนรอบ ๆ ก็ได้ยินกันหมด
การสอดรู้สอดเห็นในวัยนี้ไม่รู้จักปกปิด สายตาที่เคยทึ่งชื่นชมพากันเปลี่ยนทิศทาง ขยายข้อบกพร่องน่าอับอายพวกนั้นให้ใหญ่โตขึ้นไม่รู้จบ
สวี่จี้ชิงยืนเงียบอยู่ตรงนั้น เหมือนเขาจะชินกับการถูกมองแบบนี้แล้ว สีหน้าตั้งแต่ต้นจนจบไม่เปลี่ยนไปเลย มีเพียงตอนที่ซูเซี่ยทนไม่ไหว ยกขาขึ้นเตะเก้าอี้ของใครบางคนไปทีหนึ่ง เขาถึงได้มองมาทางนี้แวบหนึ่ง
ริมหน้าต่างยามเที่ยง แสงสว่างสาดส่องดวงตาสีน้ำตาลอ่อนของเด็กหนุ่มจนแทบซีดจาง รูม่านตาหดแคบ เปี่ยมไปด้วยความเย็นเยียบอย่างบอกไม่ถูก ทำให้คนรู้สึกราวกับถูกสัตว์นักล่าอะไรสักอย่างจับจ้อง
ความก้าวร้าวที่อดกลั้นถึงขีดสุดนั้น ทำให้คนนึกถึงคำพูดของหัวหน้าวิชาโดยไม่มีสาเหตุ——
เขาเคยมีคดี
สายตาประสานกัน เด็กหนุ่มที่เมื่อครู่เยาะเย้ยได้สนุกที่สุดเงียบเสียงลงทันที เอาหนังสือเรียนตั้งบัง หลบอยู่ข้างหลังแกล้งตาย
เพื่อนใหม่มาห้องสี่ เรื่องเร่งด่วนที่สุดคือจัดที่นั่ง
เปิดเทียนมาได้สองสัปดาห์ ที่นั่งก็ลงตัวกันเป็นส่วนใหญ่
ในห้องเรียนเหลือที่ว่างเพียงสองที่
ที่หนึ่งอยู่ข้าง ๆ ซูเซี่ย
อีกที่คือโต๊ะเดี่ยวแถวสุดท้าย ชิดกับถังขยะ ไม้กวาด และไม้ถูพื้น
ก่อนเสียงออดดังขึ้นสองนาทีสุดท้าย ครูติงรีบร้อนจะกลับห้องพักครูไปหยิบแก้วน้ำ เหลือบมองซูเซี่ยแวบหนึ่ง เมื่อเห็นเด็กหญิงพยักหน้า ก็ชี้นิ้วไปทางนั้นลวก ๆ "วันนี้เธอนั่งตรงนั้นไปก่อน เรียนให้จบก่อน มีปัญหาอะไรอาทิตย์หน้าเราค่อยปรับเปลี่ยน"
สวี่จี้ชิงแบกกระเป๋าเดินไปข้างหน้า
ซูเซี่ยจ้องมองเขาเขม็ง หัวใจแทบจะทะลุออกมาจากทรวงอก
เธอยังจำได้ ในชาติก่อนวันที่สวี่จี้ชิงเพิ่งย้ายมา เธอแม้จะไม่ได้พูดจาไม่ดีใส่เขาเหมือนเด็กหนุ่มคนนั้น แต่ก็ตกใจไม่น้อยเพราะสายตาที่สวี่จี้ชิงกวาดมองมาเช่นกัน
ครูติงเพิ่งมองมา เธอยังไม่ได้ทำอะไร ก็รีบส่ายหน้าอย่างบ้าคลั่งแล้ว กลัวจะต้องมาเกี่ยวพันอะไรกับเขา
เมื่อคิดดูภายหลัง ที่สวี่จี้ชิงกลายเป็นคนที่มีนิสัยย้ำคิดย้ำทำและหม่นหมองผิดปกติเช่นนั้น ก็เกี่ยวข้องกับที่นั่งนี้อย่างหนีไม่พ้น
ในละครทีวีมีแต่ผู้หญิงที่หึงหวงแย่งชิงกัน ทว่าความอิจฉาริษยาระหว่างเด็กหนุ่มก็ร้ายกาจไม่แพ้กัน
สองปีที่สวี่จี้ชิงอยู่โรงเรียนมัธยมสายหนึ่งนั้นเจิดจรัสเกินไป ในความทรงจำของเธอ ไม่ว่าจะเป็นถังขยะ ไม้ถูพื้น หรือน้ำสกปรกที่ใช้ล้างผ้าขี้ริ้ว ต่อมาล้วนกลายเป็นเครื่องมือที่เด็กหนุ่มพวกนั้นใช้กีดกันและแก้แค้น ลบเลือนศักดิ์ศรีของเด็กหนุ่มจนผิดรูปผิดร่างไปหมด
หากได้เกิดใหม่อีกครั้ง ถ้าเธอคบหากับสวี่จี้ชิงดี ๆ ตั้งแต่แรก ทุกอย่างจะแตกต่างออกไปหรือไม่
ในชาติก่อน สวี่จี้ชิงที่มีต่อเธอ ที่จริงแล้วคือความเกลียดชังหรือความรักกันแน่ มันเป็นความหมกมุ่นฝังลึกเพียงไหน ถึงทำให้เขายอมสละชีวิตแลกชีวิต
จนถึงวินาทีนี้ ซูเซี่ยก็ยังอ่านไม่ออก
แต่เธอก็แอบตั้งปณิธาน——
ก็ถือเสียว่าเพื่อตอบแทนบุญคุณแล้วกัน
เธออยากดึงเขาออกมาจากหล่มโคลนของโชคชะตา
ครูติงจากไปอย่างเร่งรีบ นักเรียนห้องสี่ส่วนหนึ่งกำลังแก้ไขแบบฝึกหัด ที่เหลือก็ดูเรื่องสนุก
ไม่มีใครคิดว่าสวี่จี้ชิงจะได้นั่งข้าง ๆ ซูเซี่ยจริง ๆ
คุณหนูนิสัยอย่างไรกัน?
หนุ่มหล่อที่เพิ่งย้ายมานั้นสวยก็สวยอยู่หรอก แต่ของใช้เต็มไปด้วยของก๊อปเกรดต่ำ จนเดือดพล่านแถมยังดูเข้าด้วยยากอีกต่างหาก กับโจวจือเยี่ยนที่ถูกคุณหนูตามตื้อจนคนทั้งโรงเรียนรู้เห็นเป็นคนละแบบกันเลย
ถ้าจะให้เชื่อว่าซูเซี่ยจำใจต้องเห็นแก่หน้าครูแก่ ต้องยอมนั่งเป็นเพื่อนร่วมโต๊ะกับนักเรียนใหม่ รู้สึกว่าคืนนี้โรงเรียนจะระเบิด ให้อภัยโทษทั่วแผ่นดินยังจะดีเสียกว่า
สวี่จี้ชิงเดินเข้ามาใกล้ขึ้นเรื่อย ๆ
ซูเซี่ยกลัวเขาจะคิดว่าเธอไม่เต็มใจ เม้มริมฝีปาก ทนกับสายตาประหลาดใจของทุกคน ดึงเก้าอี้ข้าง ๆ ออกมาเป็นพิเศษ หันมุมออกไปทางด้านนอก
แต่ไม่ทันคิด สายตาของเด็กหนุ่มเพียงแตะอยู่บนใบหน้าของเธอชั่วครู่ ก็เคลื่อนผ่านเธอไปอย่างแผ่วเบา
ซูเซี่ยเบิกตากว้าง
เธอทำถึงขนาดนี้แล้ว
คนคนนี้ ทำไมถึงไม่รู้ดีรู้ชั่วมาตั้งแต่เด็กเลย!
เมื่อเห็นเขากำลังจะเดินผ่านเลยไป ซูเซี่ยก็ร้อนใจ ไม่สนใจอะไรทั้งนั้น ย้ายตัวไปนั่งตำแหน่งด้านข้าง ยื่นขาออกไปขวางเขา
"โต๊ะแถวหลังน่ะของเต็มไปหมด นั่งไม่ได้หรอก"
เธอตื่นเต้นเกินไป เสียงถึงกับสั่นเล็กน้อย
ชุดนักเรียนภาคฤดูร้อนของเด็กผู้หญิงโรงเรียนมัธยมสายหนึ่งคือกระโปรงพลีท สีเทาขาวสลับ ตามกฎโรงเรียนต้องยาวคลุมเข่า
ซูเซี่ยเห็นว่าเชย ทุกครั้งหลังจากการตรวจเคารพธงเสร็จ สิ่งแรกที่ทำคือวิ่งไปที่ห้องน้ำ ม้วนกระโปรงขึ้นอีกสองรอบที่เอว แล้วใช้กิ๊บหนีบเล็กหนีบไว้
ลมฤดูร้อนพัดเข้ามาทางม่านหน้าต่าง ชายกระโปรงของเด็กสาวพัดขึ้นแล้วตกลงมา ซูเซี่ยรีบเอามือกดไว้ โชคดีที่ไม่หลุดลุ่ย แค่เผยให้เห็นหน้าขานิดหน่อย
สวี่จี้ชิงหลุบตาลง แทบจะถูกความขาวผ่องนวลเนียนนั่นทำร้ายเข้าให้
ในยุคที่ค่านิยมชื่นชมความงามแบบบริสุทธิ์กำลังแพร่หลาย ซูเซี่ยนั้นมีเนื้อมีหนังตั้งแต่เด็ก ความอวบอิ่มที่เลือดลมดีนั้นภายใต้แสงอาทิตย์สว่างเจิดจ้ามีสีชมพูอ่อน ๆ เหมือนลูกท้อที่ฉ่ำหวาน
ราวกับจะโต้แย้งคำพูดที่ว่า "นั่งแถวหลังไม่ได้" ของเธอ สวี่จี้ชิงแค่เหลือบมองกล่องชอล์กสองสามกล่องบนโต๊ะแถวหลังอย่างเฉยเมย แล้วก็ละกลับไปที่หลุมโต๊ะข้างตัวซูเซี่ย——
สมุดแบบฝึกหัดวิชาต่าง ๆ ใหม่จนยังไม่ได้เปิดเลยสักหน้า ลิปมัน แกนม้วนผม ครีมทามือแพคเกจคิตตี้สีชมพู บิสกิตสอดไส้ช็อกโกแลตที่กินไปแล้วครึ่งกล่อง เสื้อนอกที่ใช้บังของต้องห้าม ส่วนลึกสุดยังแอบซ่อนมือถือไว้อีกเครื่อง
สวี่จี้ชิงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
ซูเซี่ย: "......"
ไหน ๆ ถ้าเธอขยันเรียนบ้างสักนิด
ก็คงไม่น่าอายขนาดนี้
สวี่จี้ชิงในวัยสิบเจ็ดปีนั้นคิ้วตาเย็นชาเฉยเมย ยังไม่มีทีท่าดุดันเฉียบคมเหมือนตอนเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว
แต่ซูเซี่ยก็ถูกมองจนรู้สึกผิด เธอดึงขากลับ แล้วรีบร้อนปั้นของในโต๊ะเป็นกลุ่มก้อน ยัดเข้าไปทางฝั่งตัวเองอย่างลนลาน
"นาย... วางตามสบายเลย ถ้าที่ไม่พอก็ยังมีขอบหน้าต่างทางฉันอีก"
เมื่อเห็นว่าเหมือนเขาจะยังไม่มีท่าทีจะอยู่ต่อ ซูเซี่ยก็กัดริมฝีปาก กล้า ๆ กลัว ๆ ดึงแขนเสื้อนอกชุดนักเรียนของเขาไว้ครั้งหนึ่ง "นายนั่งสิ"
สวี่จี้ชิงถูกเธอดึงไว้ ดวงตาสีอ่อนจางหลุบลง
บนตัวของเด็กสาวมีกลิ่นหอมหวานจาง ๆ ติดความอุ่นจากอุณหภูมิในร่างกายมาแตะอยู่ที่แขนเสื้อของเขาจนเต็ม รู้สึกไม่สบายตัวอย่างที่สุด แต่เขาก็ไม่รู้ว่าคิดอะไรอยู่ ถึงได้ปล่อยให้เธอดึงไว้เช่นนี้
เหมือนเธอจะกลัวเขามาก
ทั้ง ๆ ที่ตกใจแทบแย่ แต่ก็ยังดึงไว้ไม่ยอมปล่อย
ดวงตาที่เปียกชื้นเหมือนเพิ่งร้องไห้ มองเขาราวกับกำลังมองคนอกหัก
ก็แค่เพราะเขาไม่ยอมนั่งตามที่เธอต้องการ?
อ้อนเก่งซะอย่างนี้
เขาไม่มีปฏิกิริยาอะไร ซูเซี่ยก็กัดฟันกรอด มือที่ดึงแขนเสื้อเขาไว้ก็เขย่าไปอีกที
มือของเด็กผู้หญิงนุ่มมาก
เพราะตื่นเต้นจนมีเหงื่อซึม ปลายนิ้วแทบจะสัมผัสผ่านฝ่ามือสากกร้านของเขา มือที่ห้อยอยู่ของสวี่จี้ชิงแข็งทื่อ รีบสะบัดเธอออกตามสัญชาตญาณ
ซูเซี่ยไม่ได้ทันตั้งตัว หลังมือกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะด้านข้างทันที
เสียงดังตุ้บ
ข้อนิ้วแดงขึ้นมาหน่อยหนึ่ง ไม่ได้เจ็บเท่าไหร่ แค่น่าอายมากกว่า
เด็กหนุ่มพวกที่เมื่อครู่นินทาเบา ๆ อยู่ ตอนนี้ต่างพากันอึ้งไปหมด แม้แต่เหอเหมียวก็ยังงง ยังไม่ทันตั้งตัวเลย
ซูเซี่ยนั้นถูกตามใจจนเคยตัวมาแต่เด็ก พอเข้าใกล้คนที่สนิทก็ไร้กระดูก
เพียงแต่นิสัยของสวี่จี้ชิงนั้นเย็นชาเกินไป ในชาติก่อนแค่เธอขยับเข้าใกล้หน่อย สีหน้าก็แย่ราวกับกลายเป็นน้ำแข็ง นี่ต่างหากที่ทำให้ไม่กล้าล้ำเส้นต่อหน้าเขา
เพิ่งเกิดใหม่ยังปรับตัวไม่ทัน
เมื่อสบเข้ากับสายตาที่เฉยชาและเยือกเย็นของอีกฝ่าย เธอถึงได้เข้าใจว่าสวี่จี้ชิงก็ยังคงเป็นสวี่จี้ชิงคนเดิม กำแพงในใจสูงกว่าฟ้าเสียอีก
เพิ่งเจอหน้าเขาครั้งแรกก็ดึงแขนเสื้อคนอื่นอ้อนแล้ว
เขาเกรงว่า...
คงอยากรดน้ำสังหารใจเธอตายเสียด้วยซ้ำ
