เดือนกันยายน โรงเรียนมัธยมเจียงเฉิงหมายเลขหนึ่ง
ไอร้อนของฤดูร้อนยังไม่จางหาย เสียงกริ่งหมดเวลาพักเที่ยงดังขึ้น
ในห้วงเวลาที่ร้อนที่สุดของวัน นอกหน้าต่างห้องสี่เกรดสิบสองร่มไม้เขียวครึ้ม กิ่งใบสาดลำแสงอาทิตย์จ้าเข้ามา ตกกระทบใบหน้าด้านข้างของเด็กสาวที่กำลังหลับใหล
“……ซูเซี่ย ตื่นเถอะ”
หนึ่งในลางบอกเหตุก่อนอุณหภูมิร่างกายจะลดต่ำ คือรู้สึกว่าตัวเองร้อน
ซูเซี่ยขมวดคิ้วแน่น คิดว่าตัวเองเริ่มฝันร้ายอีกแล้ว แขนที่รองศีรษะขยับวงใหม่ อยากพลิกตัวนอนต่อ
“กริ่งดังแล้ว นอนต่อไม่ได้แล้วนะ”
คนที่ปลุกดูร้อนรนมาก ตอนแรกก็แค่ตบที่ไหล่ ต่อมาเห็นว่าเธอไม่ยอมลืมตาสักที มือไม้สั่นก็เลยจิ้มเธอสองที
เล็บมือของอีกฝ่ายตัดแต่งสะอาดสะอ้าน ไม่เจ็บ แต่ซูเซี่ยก็ยังถูกจิ้มจนรำคาญ
เธอลืมตาขึ้นอย่างทรมาน
แสงจ้าสาดเข้าสู่ลานสายตาฉับพลัน ผ่านไปหลายวินาที ใบหน้าตกตะลึงของเด็กสาวจึงชัดเจนขึ้น เสียงเบามาก “ซูเซี่ย……เธอร้องไห้เหรอ”
เด็กสาวพูดอะไร ซูเซี่ยไม่รับรู้สักครึ่งประโยค
เธอนิ่งงันไปชั่วขณะ เสียงขึ้นจมูกอู้อี้ “เหอเหมียว?”
ในความทรงจำ เพราะเอาแต่มุดหน้าตามแอบรักผู้ชาย ตลอดสามปีมัธยมปลายเธอไม่ได้ตั้งใจเรียนหนังสือ การฝึกเชลโล่ที่ฝึกมาตั้งแต่เด็กเกือบล้มเลิก เพื่อนที่มีอยู่ไม่กี่คนก็แค่มาหาเธอเพราะเธอโง่และรวย
เหอเหมียวคือเด็กผู้หญิงคนแรกที่เธอรู้จักหลังจากแยกห้องเรียน เพราะนิสัยอ่อนนุ่มไร้อารมณ์ เธอใช้งานเหอเหมียวไม่น้อยเลย
หลังจากเรียนจบมหาวิทยาลัย ตระกูลซูล้มละลาย ติดหล่มข่าวฉาวองค์กรธุรกิจใจดำ
เพื่อนสนิทเคยของซูเซี่ยพากันกลับลำ เปิดโปงพฤติกรรมเจ้าหญิงสุรุ่ยสุร่ายของเธอเมื่อปีนั้นกับสื่อเป็นข่าวใหญ่ เหอเหมียวซึ่งได้เป็นนักข่าวแล้ว กลับเป็นเพียงคนเดียวที่ยืนอยู่เบื้องหน้าเธอ ยินดีพูดแทนเธอ
เด็กสาวผมสั้น หน้าตาเล็กๆ จิ้มลิ้ม คิ้วเรียวบาง ดูธรรมดาจมหายไปในฝูงชน
“……เป็นอะไรไป” น้ำเสียงของเธอระมัดระวัง
ซูเซี่ยจ้องมองใบหน้าเด็กสาวอยู่นาน ในใจยิ่งรู้สึกไม่ชอบมาพากล
เวลาผ่านมานานขนาดนี้ เหอเหมียวตอนนั้นหน้าตาเป็นยังไงตามหลักแล้วเธอน่าจะลืมไปนานแล้ว ทำไมในฝันครั้งนี้ถึงชัดเจนนัก
เธอเงยหน้าขึ้นมองโดยไม่รู้ตัว
ด้านหน้าห้องเรียน ซ้ายมือของกระดานดำ นาฬิกาดิจิทัลสว่างอยู่
ตอนนี้เที่ยงวันสี่สิบนาที
วันที่สิบเอ็ดกันยายน วันศุกร์
แถวตัวเลขที่แสดงปีอยู่ล่างสุด ถูกเด็กหนุ่มที่พุ่งพรวดกลับเข้ามาในห้องบดบัง
ซูเซี่ยเพ่งมองครู่หนึ่ง ถึงนึกได้ว่าคนนี้ดูเหมือนจะเป็นตัวแทนวิชาคณิตศาสตร์ของห้องตน
“อย่านอนกันเลย พี่ๆ น้องๆ ตื่นๆ กันหน่อย ห้องเรามีคนใหม่มาแล้วนะ”
เด็กมัธยมทั้งเมืองเจียงเฉิงเหมือนกันหมด บ่ายวันศุกร์เรียนสามคาบ ไม่ถึงสี่โมงเย็นก็เลิก
เด็กหนุ่มเด็กสาวเต็มห้องตั้งแต่กินข้าวเที่ยงเสร็จก็เริ่มคึกคัก รอให้เสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น เหมือนนกป่าคืนสู่รัง ตอนนี้พอฟังเขาตะโกนแบบนี้ ทั้งวงก็ตาสว่างขึ้นมา
คำถามเรื่องชายหญิง อ้วนผอม สูงต่ำ สวยไม่สวย ลอยกันเป็นระลอก
ตัวแทนวิชาส่งงานส่งการบ้านโดยสุ่มมือ เอกสารการเรียนกองลงไปครึ่งปึก กว่าจะปล่อยให้อยากรู้เต็มที่แล้วจึงพูดว่า “ดูเหมือนจะเป็นคนที่เรียนแข่งขันคณิตศาสตร์ ตอนอยู่ห้องทำงานอาจารย์แก่ ๆ หันกลับมานี่ทำเอาฉันสะดุ้งเลย หน้าแบบว่าเห็นแล้วตื่นตัวสุด ๆ เลย”
“สูงมากเลยนะ ฉันสูงหนึ่งร้อยเจ็ดสิบไม่รวมน้ำนะเนี่ย เขาสูงกว่าฉันเกือบหัวนึงเลยนะ”
“หล่อมากเข้าใจป่ะ แบบนายแบบในเกมเลย อันดับหนึ่งหล่อของโรงเรียนอย่างโจวจือเยี่ยนห้องสิบอันตรายแล้ว”
น้ำเสียงเขาโอ้อวดเกินจริงมาก ชวนให้ผู้ชายข้าง ๆ อดเหน็บไม่ได้ “เทพขนาดนี้มาอยู่ห้องสี่ ห้องข้าง ๆ ไม่ต้องตีกลองตีฉิ่งต้อนรับหรอ”
ห้องข้าง ๆ คือห้องเรียนทดลอง เรียกได้ว่าเป็นศูนย์รวมของพวกบ้าพลัง ก่อนกริ่งเรียนจะดัง ทางเดินด้านนอกก็เงียบสงบแล้ว
“นี่พูดยังไม่จบเลยนี่นา”
ตัวแทนวิชาทำมือขอความเงียบ
“มีเรื่องลับ ๆ หน่อยนะ อีกเดี๋ยวอาจารย์แก่ ๆ มาแล้ว ฉันขอพูดสั้น ๆ นะ”
เขาชำเลืองมองทางประตูอย่างรวดเร็ว ลดเสียงซุบซิบ “ดูเหมือนหมอนี่เคยมีเรื่องนะ ถูกรร.เก่าให้ออกหรือไล่ออกนี่แหละ แต่ผลแข่งเลขดีมาก พวกทุ่มเงินมหาศาลขุดมาเลยนะ เตรียมจะเก็บไว้เป็นไพ่ตายในลีก”
บ่ายคาบแรกเป็นของครูประจำชั้น ใครก็ระแวงทั้งนั้น
ตัวแทนวิชาถอยไปสำรวจไป พร้อมกับยืนกรานจะพูดให้จบ ไม่ทันระวังชนโต๊ะข้าง ๆ ซูเซี่ย เสียงดังเอี๊ยด ขาโต๊ะทับเส้นบนรองเท้าใหม่ของเธอ
รร. หนึ่งตรวจเครื่องแต่งกายเข้มงวดมาก กระโปรงกูตูร์เต็มห้องแต่งตัวของซูเซี่ยไม่มีที่โชว์ออฟ แต่รองเท้าเป็นแบรนด์เนมหมด
ชื่อเสียงเจ้าหญิงเลื่องลือ ตัวแทนวิชาหันมาประกบมือขอโทษบ้าคลั่ง ๆ ซูเซี่ยยังคงสมองตื้อ ตอบส่ง ๆ ว่าไม่เป็นไร แต่ในใจกลับถูกสองเรื่องครอบงำไว้เต็ม:
อย่างแรก ในฝันโดนรองเท้าทับมันเจ็บขนาดนี้เลยหรอ
อย่างที่สอง ฉากนี้……
เธอเหมือนเคยเห็นนะ?
ทิชชู่ที่เหอเหมียวส่งให้แอบ ๆ ยังวางอยู่ที่ขอบโต๊ะ ดูท่าทางกำลังจะถูกลมพัดปลิวแล้ว ซูเซี่ยเอื้อมมือไปกำไว้แน่น ยิ่งงุนงง
ยังไม่ทันได้เรียบเรียงเรื่องราวให้เข้ารูปเข้ารอย ห้องเรียนที่พึ่งเสียงดังอึกทึกเมื่อครู่ก็เงียบสนิททันที เด็กผู้ชายที่หยอกล้อกันด้านหลังห้องสองสามคนกลิ้งตัวไถลกลับไปที่เก้าอี้
“ทั้งตึกนี่พวกเธอนี่แหละเจี๊ยวจ๊าวนัก!”
เสียงรองเท้าหนังกระจ่างของสตรีหยุดลง แผนการสอนและหนังสือเรียนถูกวางลงบนแท่นบรรยายอย่างแรง “ถ้าไม่อยากเรียนแล้วตอนนี้ก็ไปเขียนใบรับรองมา แยกย้ายกลับบ้านเลย ไปให้พ้น อย่ากวนห้องสองห้องข้าง ๆ”
“การบ้านเมื่อวานทำกันแย่มาก ห้านาทีก่อนเรียนทบทวนอีกรอบ ข้อที่ตีดอกจันไว้ในเอกสารการเรียน หลังเลิกเรียนตามมาที่ออฟฟิศให้หมด”
ครูประจำชั้นนามสกุลติงเลยจากสี่สิบแล้วนิดหน่อย ชุดกระโปรงยาวสีดำดูทะมัดทะแมง รวบผมสูง สีหน้าเคร่งขรึม ผู้คนเรียกกันว่าป้าจอมเฉียบ เนื่องด้วยความตระหนักรู้ของคนรั้งท้ายในห้อง ซูเซี่ยจึงเกรงขามต่อครูติงมากกว่าความใกล้ชิดมาโดยตลอด
ถึงกระนั้น ซูเซี่ยก็ยังจำได้
ปีนั้นเพิ่งแยกห้อง เธอถูกตั้งคำถามว่าเด็กเรียนศิลปะจะมาเรียนสายวิทย์อะไร ครูติงเคยกล่าวว่า “ทางเดินล้วนมาจากตัวเอง ความรู้ไม่เกี่ยวกับเพศ อยู่ที่ความพยายามเท่านั้น”
น่าเสียดายที่ตอนนั้นใจเธอฟุ้งซ่านเหลือเกิน ความตื้นตันใจแค่นั้นก็หายไปในพริบตา ถึงเวลาเรียนก็ง่วงนอนแค่ไหนก็ง่วงนอน ตอนเรียนจบก็ไม่ได้กล้ากอดครูติงสักที
สตรีมีอำนาจกดดัน
นกกระจอกเจี๊ยวจ๊าวหลายสิบตัวนั่งตัวตรงทันที หายใจไม่กล้าดังสักครั้ง
ครูติงกวาดตามองรอบหนึ่ง ถึงได้พอใจ โบกมือส่งสัญญาณทางประตู
“เพื่อนใหม่ มาแนะนำตัวกับเพื่อน ๆ หน่อย”
หัวใจเต้นเร็วขึ้นอย่างไม่มีสาเหตุ
ลำคอซูเซี่ยกลืนน้ำลายลง เงยหน้ามองไปทางประตู
ในห้องเรียนเงียบสนิท มีเพียงเสียงจักจั่นนอกหน้าต่างดังไม่ขาดระยะ
เด็กหนุ่มก้าวขึ้นแท่นบรรยายอย่างช้า ๆ
เขาทั้งสูงทั้งผอม สวมชุดนักเรียนม.ปลายของโรงเรียนมัธยมเจียงเฉิงหมายเลขหนึ่งชุดใหม่เอี่ยม รองเท้าผ้าใบและเป้สะพายหลังคู่กับเก่ามาก
อากาศสามสิบกว่าองศา เสื้อแจ๊คเก็ตแขนยาวคลุมถึงข้อมือ ชุดกีฬาสีขาวกางเกงสีดำที่เหมือนเด็กผู้ชายทั้งรร. ไม่แตกต่าง แต่กลับถูกช่วงไหล่กว้างขายาวของเขาใส่ให้ดูออกจะมีกลิ่นอายของชายหนุ่มเย็นชาจันทร์กระจ่างอยู่บ้าง
ยามบ่ายปลายฤดูร้อน เงานอกหน้าต่างที่ส่องลอดเข้ามาล้วนคล้ายสีเขียวแก่กล้า ใบหน้าด้านข้างของเด็กหนุ่มรูปร่างชัดเจน ริมฝีปากเย็นชาเม้มแน่นอยู่เล็กน้อย เส้นสายคมชัดไม่คลุมเครือ
ซูเซี่ยมองตะลึงไปทั้งตัว ไม่รู้ตัวว่าลืมกระพริบตามานาน
นี่คือ……
สวี่จี้ชิง
สวี่จี้ชิงวัยสิบเจ็ดปี
ตัวแทนวิชาคราวนั้นชนไม่เบาเลยทีเดียว รอยฟกช้ำปวดตึงที่นิ้วเท้าของเธอยังไม่จางหาย สายลมพัดผ่าน เหงื่อที่ไรผมไร้เรี่ยวแรง
รอยผมกดทับที่ใบหน้าด้านข้างและแขน ปวดชานิด ๆ คันนิดหน่อย
ประสาทสัมผัสทั้งมวล กำลังเตือนเธอถึงความจริงเดียวกัน:
เธอกลับมาถึงปีที่เรียนอยู่เกรดสิบสองแล้ว
วันที่สวี่จี้ชิงเพิ่งย้ายมาโรงเรียนมัธยมเจียงเฉิงหมายเลขหนึ่งในวันนี้
