หมู่บ้านฮวาชิง แคว้นอวี่
ใต้สะพานลอยที่ผู้คนเดินขวักไขว่ เด็กสาวหน้าตาสะสวยคนหนึ่งกำลังเก็บแผงของตัวเองอย่างไม่รีบร้อน
ป้ายบนแผงสะดุดตาเป็นพิเศษ บนนั้นเขียนตัวโต ๆ ว่า “ดูดวงทำนายชะตา”
แผงดูดวงเป็นโต๊ะไม้พับขนาดเล็กแบบพกพา ซูจิ่นเก็บผ้าปูโต๊ะ เหรียญทองแดง และของอื่น ๆ ลงในถุงผ้าใบเล็กที่พกติดตัว
บางครั้งมีคนเดินผ่าน ตอนแรกพวกเขาหยุดมองเพราะหน้าตาของเด็กสาว แต่พอเหลือบเห็นคำว่า ‘ดูดวงทำนายชะตา’ ก็พากันส่ายหน้า ถอนหายใจทันที
เด็กสาวสวยขนาดนี้ อายุยังน้อยแท้ ๆ กลับเริ่มหลอกลวงคนอื่นเสียแล้วหรือ?
น่าเสียดายจริง ๆ
ป้าจูที่ขายขนมอยู่ข้างแผง เห็นซูจิ่นเก็บของก็อดถามไม่ได้ว่า “หนูจิ่น วันนี้ทำไมกลับเร็วจัง?”
ซูจิ่นมาตั้งแผงที่นี่ได้ครึ่งเดือนแล้ว เธอมักคุยกับป้าจูอยู่บ้าง พอไปมาหาสู่กันบ่อย ๆ ทั้งคู่ก็สนิทกัน ปกติซูจิ่นจะเก็บแผงตอนพระอาทิตย์ตกดิน
ซูจิ่นเงยหน้ามองป้าจู ดวงตาคู่สวยใสกระจ่าง เสียงฟังดูหม่นหมองเล็กน้อย “มีคนมารับฉัน ฉันต้องไปแล้วค่ะ”
ป้าจูชะงักไป ก่อนจะคลี่ยิ้มกว้าง
“ครอบครัวหาเจอแล้วเหรอ? ดีจริง ๆ เลย!”
ป้าจูดีใจ แต่ก็อดทอดถอนใจไม่ได้
ในช่วงครึ่งเดือนที่รู้จักกับซูจิ่น เธอได้รู้เรื่องชาติกำเนิดของเด็กสาวมาบ้าง
เด็กคนนี้น่าสงสารมาก
พลัดหลงตั้งแต่ยังเล็ก แล้วถูกอาจารย์จากอารามเต๋าเก็บไปเลี้ยง
กว่าจะเติบโตมาได้ขนาดนี้ อาจารย์ของซูจิ่นก็จากโลกนี้ไป เหลือเพียงเด็กสาวตัวคนเดียว ต้องดิ้นรนหาเลี้ยงชีพ
ตอนนี้ครอบครัวตามหาเจอแล้ว ในที่สุดก็ไม่ต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากตามลำพังอีก
ป้าจูถอนใจไปพลาง หยิบบ๊วยแห้งใส่ถุงไปหลายถุง
“ป้าไม่มีอะไรดี ๆ จะให้หรอก เอาบ๊วยแห้งพวกนี้กลับไปกินระหว่างทางนะ”
เมื่อเห็นป้าจูยื่นบ๊วยแห้งให้ ดวงตาสงบนิ่งของซูจิ่นก็มีแววยินดีวูบผ่าน บ๊วยแห้งรสเปรี้ยวอมหวาน อร่อยมาก!
เธอรับบ๊วยแห้งมาใส่ถุงผ้าที่พกติดตัว แล้วหยิบยันต์แผ่นหนึ่งออกจากถุงยื่นให้ป้าจู
“ป้าจูคะ ยันต์แผ่นนี้ให้ค่ะ” ใบหน้าเล็กขาวผ่องจริงจังอย่างยิ่ง “อย่าลืมพกติดตัวไว้ จะช่วยให้ป้าแคล้วคลาดจากเคราะห์ร้ายได้”
ป้าจูรับยันต์มาโดยไม่รังเกียจเลยสักนิด
เธอรู้ว่าหนูจิ่นไม่มีสมบัติติดตัวอะไร นอกจากโต๊ะไม้เล็ก ๆ เหรียญทองแดงไม่กี่เหรียญ และยันต์แผ่นนี้ ในสายตาป้าจู ยันต์จึงเป็นของที่ระลึกได้พอดี
ก่อนจากไป ซูจิ่นยังจ้องมองโหงวเฮ้งของป้าจูอยู่ครู่หนึ่ง
เธอถอนหายใจเงียบ ๆ อย่างจนใจ ก่อนหยิบกระดาษสีเหลืองเก่าแผ่นหนึ่งยื่นให้ป้าจู “ต่อไปถ้าเจอเรื่องแปลกประหลาดที่แก้ไม่ได้ อย่าลืมไปหาฉันตามที่อยู่นี้นะคะ”
พูดจบ ซูจิ่นก็หิ้วโต๊ะไม้พับของตัวเองจากไป
ป้าจูยืนอยู่กับที่ด้วยสีหน้างุนงง ทำไมหนูจิ่นถึงกลับมาพูดจาลึกลับอีกแล้วล่ะ?
เฮ้อ ถ้ากลับบ้านไปแล้วยังพูดจาลึกลับแบบนี้ ไม่รู้ว่าครอบครัวที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนจะรังเกียจเด็กคนนี้หรือเปล่า...
ป้าจูจมอยู่ในความคิดของตัวเอง ไม่ทันสังเกตว่ากระดาษสีเหลืองเก่าในมือกำลังเปล่งประกายจาง ๆ
บนกระดาษที่เดิมว่างเปล่า พลันปรากฏตัวอักษรเล็ก ๆ หนึ่งบรรทัด ซึ่งเขียนที่อยู่ของตระกูลซูไว้
เมื่อป้าจูก้มมองอีกครั้ง เห็นว่ามีตัวอักษรเพิ่มขึ้นมา แต่ก็ไม่ได้คิดอะไร เพียงนึกว่าตัวเองตาฝาดอีกแล้ว
*
ระหว่างที่ซูจิ่นเดินกลับ เธอก็พบคนจากตระกูลซูที่มารับตรงเชิงเขาพอดี
ข้างรถหรูมีชายหญิงวัยกลางคนยืนอยู่ ชายคนนั้นมีกลิ่นอายของนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ ทั้งกิริยาท่าทางและการวางตัว
ส่วนผู้หญิงแต่งตัวหรูหราแพรวพราว มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นคุณนายจากตระกูลผู้ดี
ซูเจิ้งกวงเหมือนสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงหันกลับมาและสบตาซูจิ่นพอดี
แทบจะในทันที ซูเจิ้งกวงก็จำซูจิ่นได้ เธอมีหน้าตาคล้ายแม่ถึงเจ็ดส่วน โดยเฉพาะดวงตาและคิ้วคู่นั้น ยามไม่ยิ้มแล้วเหมือนกันราวกับพิมพ์เดียวกัน
ซูเจิ้งกวงก้าวยาว ๆ เข้าไปหา แววตาเริ่มมีน้ำตาคลอ
“อาจิ่น ฉันเป็นพ่อของลูก!”
ซูจิ่นทำหน้าขรึม ตอบกลับอย่างสงบนิ่ง “ถ้าพูดให้ถูก คุณเป็นพ่อผู้ให้กำเนิดฉันค่ะ”
ซูเจิ้งกวง “???”
ซูจิ่นพูดต่อ “สรรพสิ่งในโลกนี้ล้วนมีกฎแห่งเต๋า เต๋าก่อกำเนิดหนึ่ง หนึ่งก่อกำเนิดสอง สองก่อกำเนิดสาม...สรรพสิ่งล้วนวิวัฒน์มาจากสิ่งนี้...”
ซูจิ่นยังพูดไม่ทันจบ ก็เห็นซูเจิ้งกวงร้องไห้โฮออกมา
ซูจิ่นเอียงศีรษะเล็กน้อย เครื่องหมายคำถามเต็มหัว เธอก็ไม่ได้พูดอะไรสักหน่อย ทำไมถึงร้องไห้ล่ะ?
เห็นเขาร้องไห้อย่างน่าเวทนา ซูจิ่นจึงยื่นมือไปตบไหล่เขาเบา ๆ “คุณซู เงยหน้าขึ้น มองท้องฟ้าทำมุม 45 องศา แล้วจะพบว่าน้ำตาไหลย้อนกลับเข้าไปได้ค่ะ”
พอได้ยินแบบนั้น ซูเจิ้งกวงก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
คุณนายที่ยืนอยู่ข้างรถหรูมีสีหน้าอึดอัด
เห็นได้ชัดว่าเธอไม่คิดเลยว่าเรื่องน่ายินดีที่พ่อลูกได้กลับมาพบกัน จะลงเอยเป็นแบบนี้
ตอนแม่ของซูจิ่นคลอด เธอตกเลือดมาก หลังคลอดซูจิ่นก็เสียชีวิต ช่วยชีวิตไว้ไม่ทัน ตอนซูจิ่นอายุสองขวบ เธอก็พลัดหลงไปอีก
คุณนายเหยาเยว่เป็นภรรยาที่ซูเจิ้งกวงแต่งงานด้วยภายหลัง เธออยู่เคียงข้างซูเจิ้งกวงผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่ง จึงนับเป็นแม่เลี้ยงของซูจิ่น
เหยาเยว่เคยนึกภาพฉากที่พ่อลูกพบกันไว้หลายแบบ แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะออกมาเป็นแบบนี้
เด็กคนนี้หน้าตาสะสวยหมดจด แต่ทำไมถึงดูเหมือนสมองมีปัญหานิด ๆ ล่ะ?
เธอเดินเข้าไปดึงซูเจิ้งกวง พร้อมเตือนเขาว่า “อาจิ่นกำลังมองคุณอยู่นะ!”
ซูเจิ้งกวงร้องไห้จนตัวสั่น เขาเช็ดน้ำตา
จากนั้นก็มองซูจิ่นด้วยสีหน้าเจ็บปวด แววตาเปี่ยมด้วยความรักเอ็นดู “ไม่เป็นไรนะ อาจิ่น พ่อจะชดเชยให้ลูกอย่างดี”
ต่อให้สมองมีปัญหา เธอก็ยังเป็นลูกสาวของเขา
เป็นเขาเองที่พลาดช่วงเวลาหลายปีของเธอไป!
ซูจิ่นตอบรับส่ง ๆ การชดเชยหรือไม่ชดเชยไม่สำคัญ ขอแค่เขาไม่ร้องไห้ก็พอ “อืม พวกคุณรออยู่ตรงนี้นะ ฉันจะขึ้นเขาไปเอาของ แล้วค่อยไปกับพวกคุณ”
ซูเจิ้งกวงรีบตอบ “ฉันไปด้วย”
เขาอยากเห็นว่าสถานที่ที่ลูกสาวใช้ชีวิตมานานกว่าสิบปีเป็นอย่างไร
และอยากขอบคุณคนที่รับเลี้ยงลูกสาวของเขาให้ดีด้วย
ซูจิ่นมองรูปร่างของซูเจิ้งกวง แล้วปฏิเสธอย่างหนักแน่น “คุณเดินตามฉันไม่ทันหรอกค่ะ”
ซูเจิ้งกวงเม้มปาก
เห็นว่าซูเจิ้งกวงทำท่าจะร้องไห้อีก ซูจิ่นก็พูดอย่างจนใจว่า “ช่างเถอะ ตามมาก็ได้ค่ะ”
ซูเจิ้งกวงรีบเดินตามหลังซูจิ่นอย่างร่าเริง เหยาเยว่คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเดินตามไปด้วย
เมื่อทั้งสามเดินถึงกลางเขา ซูเจิ้งกวงก็หอบแฮ่ก เหยาเยว่เหลือบมองเขาอย่างรังเกียจ “ฉันบอกตั้งนานแล้วว่าให้หมั่นออกกำลังกาย เพิ่งเดินมาไม่กี่ก้าวเองนะ แค่นี้ก็ไม่ไหวแล้วเหรอ?”
ซูเจิ้งกวงมองเหยาเยว่ แล้วมองซูจิ่นที่อยู่ข้างหน้า
ซูจิ่นไม่หน้าแดง ไม่หอบสักนิด ความอึดของเธอทิ้งห่างซูเจิ้งกวงไปไกลลิบ
ซูเจิ้งกวงตามซูจิ่นมาจนถึงยอดเขาได้อย่างยากลำบาก พอเห็นอารามเต๋าเล็ก ๆ ที่ดูทรุดโทรมอยู่ด้านบน เขาก็แทบหัวใจวาย
บอกว่าเป็นอารามเต๋าเล็ก ๆ แต่ที่จริงเป็นเพียงกระท่อมมุงจาก บนประตูแขวนป้ายไว้แผ่นหนึ่ง เขียนว่า “อารามเสวียนชิง”
เพราะผ่านมานานหลายปี ตัวอักษรคำว่า ‘อาราม’ จึงหลุดหายไปครึ่งหนึ่ง
ซูเจิ้งกวงปวดใจแทบขาด พอเดินตามเข้าไปข้างใน เห็นกระท่อมมุงจากที่แทบไม่มีอะไรเลยและยากจนข้นแค้น น้ำตาก็เริ่มไหลพรากลงมาอีกครั้งอย่างห้ามไม่อยู่
ลูกสาวน่าสงสารเหลือเกิน! ไม่เพียงสมองมีปัญหา ชีวิตความเป็นอยู่ยังลำบากสุด ๆ อีกด้วย
