ฉู่หลินมองซูจิ่น ราวกับเห็นผู้ช่วยชีวิต
เขารู้อยู่แล้วว่าซูจิ่นคือผู้มีพระคุณของเขา!
คำพูดของซูจิ่นประโยคนี้เหมือนมอบโอกาสให้เขา ในสถานการณ์เช่นนี้ ฉู่หลินรู้สึกว่าตัวเองพลาดโอกาสครั้งนี้ไปไม่ได้เด็ดขาด
ถ้าวันนี้ไม่พูดออกไป ก็ไม่รู้ว่าต้องรอถึงเมื่อไรถึงจะมีโอกาสอีก
ฉู่หลินเดินไปหาซูจิ่นอย่างจริงจัง ท่ามกลางสายตาไม่เป็นมิตรสองคู่ที่จับจ้องมาอย่างรุนแรง
“นักพรตซู ฉัน...” ฉู่หลินรู้สึกประหม่า เขากัดฟันแน่น หลับตาแล้วตะโกนลั่น “ผมอยากเข้าสำนักเสวียนชิง! ผมอยากเป็นคนของสำนักเสวียนชิง!”
เสียงตะโกนของฉู่หลินดังสนั่นหวั่นไหว
ร่างของคุณนายลู่เซไปเล็กน้อย ในใจก่อเกิดแรงกระตุ้นอยากจะต่อยใครสักคน
เธอขบฟันเบา ๆ แล้วจ้องฉู่หลินเขม็ง
สีหน้าของหยวนจิ่งเองก็ดูไม่ค่อยดีนัก เขาไม่คิดเลยว่าตัวเองจะช้ากว่าฉู่หลินไปก้าวหนึ่ง
ฉู่หลินเองก็หมายตาอาจิ่นเหมือนกันเหรอ?
ผู้หญิงดี ๆ อย่างอาจิ่น ฉู่หลินคู่ควรหรือไง?
คุณชายสามหยวนปรายตามองอย่างดูแคลน ก่อนปลอบตัวเองในใจว่าไม่เป็นไร อาจิ่นต้องปฏิเสธฉู่หลินแน่
อยากเป็นคนของสำนักเสวียนชิงเหรอ?
เหอะ! อาจิ่นไม่มีทางตกลงหรอก!
อาจิ่นเป็นของเขาได้คนเดียว!
ซูจิ่นมองฉู่หลินด้วยสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย “ที่นายพูดกับบรรพจารย์เมื่อกี้ คือเรื่องนี้เองเหรอ?”
มิน่าล่ะ ธูปที่ฉู่หลินจุดถึงติด ๆ ดับ ๆ ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้นี่เอง
เธอเหลือบมองธูปที่ปักอยู่ทางสำนักเสวียนชิง ตอนนี้ธูปที่ฉู่หลินจุดไว้หลายดอกกำลังลอยควันสีเขียวขึ้นมาอย่างช้า ๆ
ซูจิ่นยิ้ม ก่อนมองฉู่หลินอย่างจริงจัง “ตอนนี้สำนักเสวียนชิงมีฉันอยู่คนเดียว คนก็น้อย ถ้านับกันจริง ๆ ฉันก็เป็นผู้สืบทอดเพียงคนเดียวของสำนักเสวียนชิง ตอนนั้นฉันลงจากเขา ก็เพราะอยากทำให้สำนักเสวียนชิงยิ่งใหญ่...”
