วันถัดมา
ซูเจิ้งกวงมองฉู่หลินที่ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่แล้ววิ่งไปช่วยทำความสะอาดที่อารามเสวียนชิง เขายืนนิ่งอยู่ตรงนั้น พลางจมอยู่กับความคิด
“…………” ไม่คิดเลยว่าอาการป่วยทางสมองจะติดต่อกันได้ด้วย
อาจิ่นแพร่เชื้อให้เหยาเยว่ แล้วเหยาเยว่ก็แพร่เชื้อต่อให้ฉู่หลิน
เฮ้อ มีแค่เขาคนเดียวที่ยังมีสติอยู่ในโลกนี้
ดูท่าต่อไปภาระบนบ่าของเขาคงหนักขึ้นอีกแล้ว
ซูเจิ้งกวงถอนหายใจ ไม่ได้เข้าไปรบกวนฉู่หลิน
จนกระทั่งฉู่หลินเห็นเขา จึงทักทายว่า “คุณซู จะไปบริษัทแล้วเหรอครับ?”
“ใช่...” ซูเจิ้งกวงฝืนยิ้มออกมา เขามองท่าทางของฉู่หลิน ก่อนเสริมว่า “...พยายามเข้านะ”
ฉู่หลินได้ยินดังนั้นก็ฮึกเหิมขึ้นมาทันที “คุณซูไม่ต้องห่วงครับ! ผมจะพยายามเต็มที่!”
เสียงพูดหนักแน่นเต็มพลังเกือบทำให้ซูเจิ้งกวงสะดุ้ง
ซูเจิ้งกวงไม่ลังเล รีบเดินจากไปอย่างรวดเร็ว
อ๊า คนในบ้านพากันไม่ปกติไปหมดแล้ว น่าเศร้าจัง! ตอนนี้เขาเครียดมากเลย!!!
……
ซูจิ่นเห็นฉู่หลินตั้งใจและรู้ความขนาดนี้ ก็อดให้คะแนนเขาในใจไม่ได้
ดีมาก พยายามต่อไป ทำให้ดียิ่งขึ้น!
ซูจิ่นเงยหน้ามองท้องฟ้า วันนี้เหมาะจะนอนเอกเขนกอยู่บ้าน
ไม่มีลูกค้ามาหา ทั้งยังไม่มีผู้ศรัทธาแวะมา
ส่วนงานจิปาถะทั้งหมดก็โยนให้ฉู่หลินจัดการได้ ยิ่งคิดซูจิ่นก็ยิ่งอารมณ์ดี เธอหยิบโทรศัพท์ออกมาอย่างเบิกบาน เปิดเกมขึ้นมาเล่นฆ่าเวลา
*
อีกด้านหนึ่ง ที่โรงแรม
ลู่จือหนิงช่วยลู่เจาอี้เก็บข้าวของ “อาสอง ไม่อยู่ต่ออีกสักสองสามวันเหรอครับ?”
