จี้เหอกดวางสาย น้ำเสียงนั้นเธอจำได้แม่นยำไม่ผิดเพี้ยน เป็นของเฉียงอู่
เธออยากจะพุ่งตัวไปถามตอนนี้เลยว่า ตอนนั้นทำไมถึงจากไป
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จี้เหอค่อย ๆ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้น เจ็ดปีเต็ม จี้เหอจากมานานถึงเจ็ดปี
เจ็ดปีมากพอจะทำให้จี้เหอเป็นผู้ใหญ่ และมากพอจะลบเลือนความรู้สึกที่มีต่อเฉียงอู่
เธอวางพู่กัน เก็บของเล็กน้อยแล้วเดินออกไปข้างนอก
แม้แต่เสิ่นหน่วน ผู้ช่วยตัวน้อยที่ทั้งเป็นหุ้นส่วนและเพื่อนสนิทของเธอก็ยังอดแปลกใจไม่ได้
เพราะจี้เหอขึ้นชื่อว่าเป็นคนบ้างาน ถ้างานในสตูดิโอวาดภาพไม่เสร็จ เธอจะอยู่ที่นี่ไปชั่วชีวิต
เสิ่นหน่วนรู้สึกว่าต้องมีปัญหาแน่ จึงถามด้วยความเป็นห่วงว่า “เหอเหอ ที่บ้านมีเรื่องอะไรหรือเปล่า”
“ไม่มี แค่เรื่องส่วนตัวนิดหน่อย”
สีหน้าจี้เหอไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ เสิ่นหน่วนได้แต่พยักหน้า อยู่จัดการงานที่เหลือด้วยตัวเอง
สตูดิโอวาดภาพแห่งนี้จี้เหอเปิดขึ้นเองคนเดียว ปกติเธอหาเงินจากการขายภาพวาดทางออนไลน์ เก็บอยู่นานถึงได้เปิดสตูดิโอนี้
ส่วนเสิ่นหน่วน เป็นลูกจ้างที่เธอว่าจ้างมาทำงานให้
แม้ว่ารายได้หลักจะมาจากการขายภาพออนไลน์ แต่จี้เหอมีความฝันใหญ่ นั่นคือการจัดนิทรรศการภาพวาด
ทว่าข้อแม้คือตัวเธอเองต้องสั่งสมชื่อเสียงก่อน ไม่อย่างนั้นจัดไปก็ไม่มีใครดู
แต่มันไม่ง่ายเลย ในไห่เฉิง ที่ซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนมากความสามารถ
จิตรกรน้อยไร้นามอย่างเธอ มีคนซื้อภาพก็นับว่าดีมากแล้ว
หลังเรียนจบจี้เหอยังเลือกที่จะอยู่ไห่เฉิงต่อไป เหตุผลสำคัญส่วนหนึ่งก็เพราะเฉียงอู่
ตอนนั้นเธอกลัวว่าเฉียงอู่จะกลับมาแล้วหาเธอไม่เจอ ตอนนี้คนเขากลับมาจริง ๆ เธอกลับอยากจะรีบหนีไป
หนีไปให้ไกลที่สุด ให้เฉียงอู่ได้ลิ้มรสความรู้สึกนั้นบ้าง
แต่ตอนนี้ เธอกลับยิ่งอยากรู้ สาเหตุที่ตอนนั้นเฉียงอู่จากไปโดยไม่ร่ำลา
ก้าวออกจากสตูดิโอ ลมเดือนพฤษภาฯ ยังเย็นวูบ เธอหยิบกุญแจรถออกมา
นี่คือรถมือสองคันเล็กที่เธอเก็บเงินซื้อมาในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ถึงจะเป็นมือสอง แต่ใช้แทนเท้าก็พอแล้ว
จี้เหอขับรถผสานเข้าสู่กระแสจราจร ยิ่งใกล้จุดหมายเท่าไร หัวใจเธอก็ยิ่งเต้นแรงขึ้น
ตอนนี้ หล่อนจะมีหน้าตาเป็นอย่างไรนะ
ในดวงตาจี้เหอปรากฏภาพสุดท้ายของเฉียงอู่ รูปร่างสูงโปร่ง และแววตารังเกียจที่มองมาทางเธอ
รถจอดลงที่ตึกพักอาศัยเก่า ยี่สิบปีแล้ว ตึกนี้ถือเป็นหมู่บ้านเก่าได้เลย
จี้เหอก้าวขึ้นบันไดไปทีละขั้นอย่างหนักหน่วง หัวใจเต้นระรัวอยู่ในอก
ในหัวเต็มไปด้วยคนคนนั้น คนที่ทิ้งเธอไปอย่างไร้เหตุผล
แต่ความรู้สึกเกรงกลัวเมื่อใกล้ถึงบ้าน ทำให้พอถึงหน้าประตูเธอกลับหยุดชะงัก
ภาพลักษณ์ของตัวเองตอนนี้ ในสายตาหล่อนยังดูเป็นเด็กอยู่ไหมนะ
จี้เหอสำรวจการแต่งตัวของตัวเอง กางเกงลำลองกับเสื้อฮู้ด ก็แค่แต่งเพื่อให้สะดวกวาดภาพ
บนนิ้วมือยังเหลือคราบสีที่ยังไม่ได้เช็ด แห้งกรัง ราวกับความรู้สึกที่เธอมีต่อเฉียงอู่
หลายปีมานี้ มันแห้งเหือดไปนานแล้ว
เธอเหลือบเห็นแหวนวงนั้นในมืออีกครั้ง เป็นแหวนคู่ อีกวงหนึ่งเธอล็อกไว้ในลิ้นชักหัวเตียงตลอดกาล พร้อมกับความลับในใจวัยสาวของเธอ
ในที่สุดจี้เหอก็รวบรวมความกล้าเอื้อมมือไปแตะที่มือจับประตู ในจังหวะนั้นเองประตูห้องก็ถูกเปิดจากด้านใน
โดยไม่ทันตั้งตัว สายตาของทั้งคู่ก็ประสานกัน
หล่อน สวยขึ้นอีก
ความรู้สึกสุกงอมแบบเมื่อก่อนไม่เปลี่ยนไป มีเพียงใบหน้าสะคราญที่ยิ่งยั่วยวนใจกว่าเดิม
โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น ราวกับมีเวทมนตร์บางอย่าง จี้เหอจ้องแล้วก็ไม่อาจละสายตา
“มีอะไรหรือ เสี่ยวอู่” น้าสะใภ้เหลือบเห็นความเคลื่อนไหวตรงประตู จึงเดินมาจากห้องนั่งเล่น
จี้เหอชักมือกลับจากมือจับประตู เอ่ยเบา ๆ ว่า “แม่ หนูกลับมาแล้ว”
เธอจงใจทำน้ำเสียงให้สบาย ๆ แต่จังหวะหัวใจที่เต้นผิดไปเมื่อครู่นี้ ก็บ่งบอกทุกอย่างแล้ว
เธอยังลืมเฉียงอู่ไม่ได้
“กลับมาแล้วหรือ เข้ามาเร็วเข้า เมื่อกี้เสี่ยวอู่เอ่ยถึงลูกตลอด แม่นึกว่าลูกจะไม่กลับมาเสียอีก”
รอยยิ้มบนใบหน้าของน้าสะใภ้ยิ่งกว้างขึ้น เหมือนจงใจจะเชื่อมสัมพันธ์กับเฉียงอู่
“หนูกลับมาเอาของนิดหน่อย เดี๋ยวก็ไป”
จี้เหอหลบตัวเดินเข้าบ้าน ไม่แม้แต่จะชายตามองเฉียงอู่ที่ยืนอยู่หน้าประตู
ประตูปิดลง เฉียงอู่ค่อย ๆ เดินกลับเข้ามา
บนใบหน้าหล่อนยังคงแขวนรอยยิ้ม เช่นเดียวกับครั้งก่อน ๆ ตอนไปรับจี้เหอ
“เหอเหอ ช่วงหลายปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง” เสียงของเฉียงอู่เปลี่ยนไป เพิ่มความอ่อนหวานยั่วยวนขึ้นเล็กน้อย
啧 น่าขยะแขยงจริง
หล่อนทำเป็นเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไร ทั้งที่ตอนนั้นตัวเองเสียใจขนาดนั้น
จี้เหอไม่ยอมสนใจหล่อน ไม่แม้แต่จะเหลือบตามองสักนิด
บรรยากาศพลันประหลาดขึ้นทันใด น้าสะใภ้รู้ดี เรื่องที่เฉียงอู่จากไปโดยไม่ร่ำลาครั้งนั้น
นางก็รู้ว่า ในใจจี้เหออัดอั้นมาตลอด วันนี้นางก็แค่อยากให้ทั้งคู่เปิดใจคุยกันให้กระจ่าง
นางไม่รู้เรื่องที่จี้เหอแอบชอบและสารภาพรักกับเฉียงอู่ จึงแค่คิดว่าเป็นเพื่อนกันงอนกันเท่านั้น
นางจึงเริ่มเป็นคนกลางไกล่เกลี่ย “พอเถอะเหอเหอ เรื่องมันหลายปีแล้ว ให้มันผ่านไปเถอะ”
จี้เหอแค่นเสียงเบา ๆ “อืม มันผ่านไปแล้ว”
น้าสะใภ้ไม่ได้ยินแววดูแคลนในน้ำเสียงของหล่อน คิดเพียงว่าหล่อนอายเกินกว่าจะเอ่ยขอคืนดี จึงเริ่มหาหัวข้อสนทนามาให้ทั้งคู่
“อ้าว เสี่ยวอู่ เมื่อกี้บอกว่ายังไม่ได้แต่งงานเลย โตแล้วนะ ถึงเวลาหาใครสักคนมาดูแลได้แล้ว”
หล่อน ยังไม่ได้แต่งงานงั้นหรือ
ประโยคนี้เหมือนหยาดน้ำที่ทำให้ทะเลใจของจี้เหอที่เดิมก็มิอาจสงบ กระเพื่อมเป็นระลอกอีกครั้ง
เจ็ดปี ตัวเองยี่สิบห้า งั้นหล่อนก็คงสามสิบแล้ว
อายุสามสิบแล้วยังไม่ได้แต่งงาน เธอกลับไม่รู้สึกแปลกเลยสักนิด ก็เพราะตอนนั้นเฉียงอู่ถึงขั้นย้ายหนีไปไกลเพียงเพราะคำสารภาพของเธอได้
เฉียงอู่หัวเราะเบา ๆ “น้าสะใภ้ หนูชอบผู้หญิงนะคะ เรื่องแต่งงานคงยังไม่คิด”
สิ้นเสียง จี้เหอก็เงยหน้าขึ้นมองเฉียงอู่ทันที บนใบหน้าหล่อนไม่มีสีหน้าอื่นใด ยังคงยิ้มบาง ๆ เช่นเดิม
รอยยิ้มนั้นบนใบหน้างดงามของหล่อน เหมือนเป็นความจงใจยั่วยุ
“แม่ เวลาไม่ค่อยดีแล้ว หนูต้องกลับแล้ว”
จี้เหอลุกขึ้น พูดประโยคนั้นราวกับบีบออกมาจากลำคอ
“อ๋อ ๆ งั้นลูกขับรถดี ๆ ล่ะ วันนี้ดึกแล้ว คราวหน้าแม่จะทำกับข้าวอร่อย ๆ ให้”
ไม่รู้ทำไม ตั้งแต่จี้เหอเริ่มหาเงินได้เล็กน้อย น้าสะใภ้ก็ดีกับเธอมากขึ้น
เมื่อก่อนกลับบ้านมีแต่กับข้าวเหลือ แต่วันนี้กลับมาบ้าน นางจะเตรียมอาหารไว้ให้จี้เหอเป็นพิเศษ
“อย่างั้นน้าสะใภ้ หนูก็ขอตัวด้วยเหมือนกัน บ้านใหม่ที่พ่อเพิ่งซื้อมันค่อนข้างไกล”
เฉียงอู่ก็ลุกขึ้นตาม คว้ากระเป๋าที่วางอยู่บนโต๊ะน้ำชาขึ้นมา
นั่นเป็นกระเป๋ารุ่นใหม่ของแบรนด์หนึ่ง รุ่นลิมิเต็ดทั่วโลก
จี้เหอรู้ดี เพราะโลกมันเชื่อมถึงกันหมด ทุกวงการมันเชื่อมโยงกัน
จี้เหอไม่สนใจ หันหลังเดินออกจากบ้านไป
ข้างนอกฝนเริ่มโปรยปราย เสียงฝนกระทบหลังคาดังปะแปะ ๆ ราวกับน้ำตาอันไร้เสียง
ฟ้าเบื้องบนเหมือนจะรับรู้ถึงความเศร้าของจี้เหอ จึงร่ำไห้แทนเธอ
ใช่แล้ว ทำไมหล่อนถึงชอบผู้หญิง แต่ไม่ยอมคบกับตัวเอง
“เหมียวเหมียว”
เฉียงอู่ยืนอยู่ที่ปล่องบันไดเรียกเธอเอาไว้ จี้เหอไม่หันกลับไป
“เหมียวเหมียว ขอโทษนะ”
เสียงนั้นค่อย ๆ ใกล้เข้ามา หล่อนยืนห่างจากจี้เหอเพียงก้าวเดียว แต่ก็ไม่ยอมเข้าใกล้อีก
จี้เหอถอนหายใจแผ่วเบา เสียงสั่นน้อย ๆ “ไม่เป็นไร เธอก็มีเหตุผลของเธออยู่แล้ว”
น้ำเสียงอาดูรของเฉียงอู่ดังขึ้น ไร้ซึ่งแววอ่อนหวานยั่วยวนเมื่อครู่ “เหมียวเหมียว พี่สาวมีเหตุจำเป็นนะ ขอโทษที่ตอนนั้นไม่ควรตวาดใส่หนูแบบนั้น”
“พอแล้ว” น้ำเสียงจี้เหอราบเรียบ ราวกับน้ำนิ่ง “ถ้ามีเหตุจำเป็น แล้วจะกลับมาทำไมอีก”
เฉียงอู่อยากจะยื่นมือไปดึงเธอ แต่ยกขึ้นแล้วก็ลดลง “โครงการของพ่อพี่อยู่ในประเทศเลยจำเป็นต้องกลับมา พี่สาวไม่อยากรบกวนชีวิตของหนู ก็แค่อยากมาดูว่าหนูสบายดีไหม”
“ถ้างั้นตอนนี้พอใจหรือยัง เห็นฉันไม่สบายแล้วมีความสุขใช่ไหม” จี้เหอหันกลับมา แทบจะตะคอกออกไป
แววตาของเฉียงอู่ฉายแววเจ็บปวด หล่อนก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว ค่อย ๆ จับมือของจี้เหอขึ้นมา “เหมียวเหมียว หนูพูดกับพี่แบบนี้ได้ยังไง พี่สาวเจ็บใจจัง”