“จื่ออี๋ โกยา ลองหาทางดูหน่อย ใครคิดวิธีดี ๆ ออกมาได้ ฉันให้หยุดหนึ่งวัน”
เฉินโม่ซึ่งตั้งใจจะเป็นมันสมองของทีม สุดท้ายก็หันไปมองพนักงานสองคนที่กำลังอู้งาน
อย่างที่เขาว่ากัน สามหัวดีกว่าหัวเดียว เฉินโม่จึงขัดจังหวะทั้งสองที่กำลังกินอาหาร แล้วชวนกันระดมสมอง
ตอนนั้นจื่ออี๋กำลังม้วนเส้นสปาเกตตีเป็นก้อน จู่ ๆ ก็ทำสีหน้าราวกับคิดอะไรฉลาด ๆ ออก
“ไม่งั้น... ให้ฉันไปดันจากด้านหลังไหม?”
“???”
เฉินโม่กับโกยามองหน้ากัน
......
“เร็วขึ้นไหม?”
โกยาสวมแว่นกรอบดำ จ้องผิวน้ำเขม็ง
“ดูจากความสูงของคลื่นที่ถูกซัดขึ้นมา ความเร็วเพิ่มขึ้น 25% แล้ว! ตอนนี้เรือแล่นได้ถึง 25 นอต นับว่าน่าทึ่งมาก!”
“ยังไม่พอเลยเฮ้ย! แล้วแว่นนั่นไปเอามาจากไหนกัน ถ้าไม่ได้สายตาสั้นก็ไม่ต้องใส่สิ!”
“เจอในเสบียงของซุนหลางค่ะ ฉันคิดว่าใส่แล้วน่าจะดูฉลาดขึ้นหน่อย...”
โกยาถอดแว่นออกอย่างกระอักกระอ่วน
เมื่อคืนเสียงดังขนาดนั้นยังปลุกเธอไม่ตื่นเลย ผู้หญิงคนนี้พอหลับแล้วหลับลึกสุด ๆ
“เลิกพูดไร้สาระก่อน ให้จื่ออี๋กลับมาดีกว่า”
เฉินโม่พูดไม่ออก แต่ก็อดหวั่นใจไม่ได้ ยังไง【เรือสุขาวดี】ก็เป็นเรือยักษ์ขนาดหนึ่งแสนตัน จื่ออี๋กลับดันมันไหวจริง ๆ พละกำลัง 30 แต้มช่างน่ากลัวเหลือเกิน
โกยาเป็นคนอุ้มจื่ออี๋กลับมา เด็กคนนี้แรงเยอะล้วน ๆ ไม่มีความคิดจะอู้เลยแม้แต่นิดเดียว ใช้เวลาแค่สิบกว่านาทีก็หมดแรงแล้ว
ตอนนี้ดวงตาของจื่ออี๋ว่างเปล่า แขนขาอ่อนปวกเปียก ราวกับถูกสูบพลังจนหมดตัว
