“ที่นี่ที่ไหน?”
เฉินโม่ลืมตาขึ้น แล้วพบว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่เพดานคุ้นตา แต่เป็นท้องฟ้าสีครามกว้างไกล
เขาลุกขึ้นยืน ก่อนจะพบว่าตัวเองอยู่ในป่าทึบ
“ข้ามมิติอีกแล้วเหรอ? ไม่สิ น่าจะเป็นความฝันมากกว่า”
เฉินโม่กวาดตามองรอบตัวอย่างสนอกสนใจ นับตั้งแต่มาถึงทะเลห้วงมืด เขาก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผ่านมานานแค่ไหนแล้วที่ไม่ได้เห็นผืนดิน ทะเลห้วงมืดใช่ว่าจะไม่มีแผ่นดิน เพียงแต่เมื่อเทียบกับผืนน้ำถึง 99% แล้ว แผ่นดินเพียง 1% นั้นแทบไม่นับเป็นอะไรได้
ป่าทึบเขียวชอุ่ม หญ้านุ่มชุ่มชื้น อวลด้วยกลิ่นอายธรรมชาติ หอมกว่ากลิ่นอับทึมที่ลอยวนเวียนอยู่เหนือทะเลห้วงมืดไม่รู้กี่เท่า
“นาน ๆ ทีจะได้สูดอากาศบริสุทธิ์ ขอสนุกกับมันอีกสักพักแล้วกัน”
เขาพูดราวกับพึมพำกับตัวเอง หรือไม่ก็พูดให้ใครบางคนฟัง น้ำเสียงผ่อนคลาย ไม่ทุกข์ร้อน พลางคาบก้านหญ้าขึ้นมา
เดินไปได้ราวสิบกว่าก้าว เขาก็หยุดชะงัก
เงียบเกินไป
เฉินโม่ไม่ได้หันกลับไป เขาเพียงผ่อนฝีเท้าลง สายตาหยุดอยู่ที่กอไม้ดอกป่า ก่อนจะก้มลงดมกลิ่น
“ถ้าเป็นฉัน ฉันจะเลือกมุมที่ดีกว่านี้”
ความเงียบเข้าปกคลุม
จากนั้นจึงมีเสียงรองเท้าบูตเหยียบย่ำบนผืนหญ้า
“นายมีอะไรน่าสนใจกว่าที่ฉันคิดไว้เสียอีก”
เสียงแหบพร่าดังขึ้น ชายคนหนึ่งถือปืนล่าสัตว์ปรากฏตัวบนเนินลาด ร่างกำยำทอดเงายาวไปตามแสงอาทิตย์ ควันล้อมรอบกายผสานกับแสงแดดจ้าที่แยงตา ทำให้เฉินโม่มองหน้าเขาไม่ชัด
“รู้อยู่แล้วเชียว...”
เฉินโม่หรี่ตา แม้ชายตรงหน้าจะไม่ได้มีรูปลักษณ์น่าสะพรึงเหมือนภูตผีปีศาจ แต่จิตสังหารที่แผ่ออกมาก็ทำให้เขาเกร็งร่างขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว
