หนานโม่ลากกระเป๋าเดินทาง ยืนอยู่ตรงทางออกสนามบิน
เธอเงยหน้ามองฟ้า พลางทอดถอนใจว่าฝนสายนี้ตามเธอมาจากเอดินบะระถึงจิงตูได้จริง ๆ
ฝนที่เอดินบะระตกมาสามปี และเธอก็ร้องไห้มาสามปี
ร้องจนผอมลง เสื้อผ้าที่สวมอยู่หลวมโคร่งไปหมด
เธอเรียกรถผ่านแอป มุ่งหน้าไปแถวถนนเฮ่อซง
คนขับเป็นพวกช่างพูด เขี่ยหน้าจอแผนที่นำทางบนโทรศัพท์ไปมา บอกว่าสวนจี้อยู่แถวถนนเฮ่อซงนั่นแหละ แล้วก็เล่าไม่หยุดถึงตระกูลจี้ผู้ครองจิงตูมาร้อยปี
ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาหันกลับมาเหลือบมองหนานโม่ที่นั่งเบาะหลัง
หน้าตาสวยระดับหนึ่งเลยทีเดียว แต่การแต่งตัวธรรมดาเกินไป ธรรมดาจนดูขัดสนอยู่บ้าง
“ที่นั่นมีคนเฝ้าแน่นหนา คนที่ไปก็ล้วนเป็นผู้มีหน้ามีตาทั้งนั้น คุณหนูคนนี้จะ...”
หนานโม่หยิบหูฟังออกจากกระเป๋ามาสวม เพิ่มเสียงเพลงให้ดังขึ้น ก่อนตอบเรียบ ๆ ว่า “กลับบ้าน”
.......
แม่ป่วย ตอนโทรมาหาหนานโม่ น้ำเสียงอ่อนแรงราวกับลมหายใจรวยริน เอาแต่เร่งให้เธอกลับมา
แต่พอมาถึง หน้าประตูสวนจี้กลับมีรถหรูจอดอยู่หลายคัน แถมบนพื้นยังมีริบบิ้นหลากสีจากประทัดฉลองที่จุดไปแล้ว
เธอรู้สึกว่าตัวเองคงถูกหลอกเข้าให้แล้ว
คนรับใช้บอกว่าในสวนมีงานมงคล ท่านเฒ่าจี้จัดงานเลี้ยงต้อนรับแขกในห้องโถงใหญ่
หลังฉากกั้น ห้องโถงใหญ่กว้างขวางมีคนนั่งอยู่ไม่ต่ำกว่าหลายสิบคน
มองไปมีแต่สีดำทะมึน มีเพียงจุดเดียวที่เปล่งประกายสะดุดตา
เธอถูกดึงดูดสายตาให้มองไปยัง ‘แสงเจิดจ้าที่เคยเป็นของเธอ’
จี้เจาหลิน ผู้กุมอำนาจตระกูลจี้ พี่ชายต่างสายเลือดที่อายุมากกว่าเธอแปดปี
ผู้เป็นที่รักของสวรรค์ สง่างามผ่องใส
ใบหน้าคมชัดได้รูป เครื่องหน้าหล่อเหลางดงามเหนือสามัญ
ไร้ร่องรอยกาลเวลา ความงามราวเทพยังคงไม่เปลี่ยนไปจากวันวาน
เขาสวมชุดสีดำหรูหรามีสง่า แววตาคมกริบ ครั้นสายตาทั้งคู่สบกัน ความร้อนแรงนั้นก็ทำให้ลมหายใจสั่นไหว
ความอัปยศเมื่อสามปีก่อนหวนกลับมาอีกครั้ง
วันนั้นเป็นวันเกิดครบรอบยี่สิบปีของหนานโม่
ในห้องเก็บของของสวนจี้ เธอมอบตัวตนทั้งหมดให้จี้เจาหลิน
หลังเรื่องบนเตียงจบลง จู่ ๆ นักข่าวสื่อกลุ่มหนึ่งก็กรูกันเข้ามา จ่อแฟลชกับกล้องความคมชัดสูงไปที่เธอซึ่งเปลือยเปล่า
คนพวกนั้นเป็นคนที่จี้เจาหลินเรียกมา เขาส่งเธอขึ้นพาดหัวข่าวของสำนักข่าวบันเทิงทุกแห่ง
นับแต่นั้น ภาพเหตุการณ์ทุกอย่างในวันนั้นก็กลายเป็นฝันร้ายของหนานโม่
ในฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเธอมาสามปี มีทั้งฝนฟ้าคะนองและเสียงฟ้าร้องอึมครึมในวันนั้น
มีต่างหูเพชรที่เขามอบให้
มีเสียงคลิกของไฟแช็ก
มีภาพเขาตาแดงก่ำ พ่นควันเป็นวงใส่เธอ ก่อนกระซิบคำอวยพรดุจปีศาจว่า ‘สุขสันต์วันเกิด’
ความรักในความเข้าใจของหนานโม่ คือคำว่า ‘หนานหนาน’ ที่เขาเรียกเธอมาตลอด 5,110 วัน คืออุณหภูมิจากฝ่ามือและริมฝีปากของเขา คือความมั่นใจที่เธอรู้สึกเมื่อเขายืนอยู่ข้างกาย
ทว่าความรักที่เธอเข้าใจนั้น แท้จริงแล้วคือชนวนระเบิดที่เขาฝังเอาไว้ตั้งแต่แรก และวันที่มันระเบิดก็ทำให้เธอไม่เหลืออะไรเลย
เวลานี้ สายตาของจี้เจาหลินหยุดอยู่บนใบหน้าเธอเพียงชั่วขณะ ก่อนจะเลื่อนหนีไปอย่างแนบเนียน
ราวกับเธอเป็นคนแปลกหน้า เป็นคนที่ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขา
หนานโม่รู้สึกเจ็บแน่นในอก หายใจไม่ออก
แม่ของเธอ กวนหลาน เรียกเสียงดัง ก่อนเดินเข้ามาดึงแขนเธอพาไปยังโต๊ะหลัก “ยืนเหม่ออยู่ทำไม ยังไม่รีบทักทายคนอื่นอีก!”
ตระกูลจี้มีสายรองมากมาย แต่สายหลักสืบทอดเพียงคนเดียวในแต่ละรุ่น ท่านเฒ่าจี้เป็นผู้ที่มีคุณธรรมและบารมีสูงสุด
ตอนเด็ก ๆ นอกจากจี้เจาหลินแล้ว ท่านก็เอ็นดูหนานโม่ที่สุด
“ทวดสบายดีไหมคะ”
ท่านเฒ่าจี้อายุเกินร้อยปีแล้ว ความทรงจำเริ่มเลอะเลือน ท่านยิ้มพลางเรียกเธอว่า ‘ถวนถวน’ ซึ่งเป็นชื่อแมวของภรรยาท่าน
คนอื่นรีบช่วยกันแก้ให้ถูก หนานโม่ก้มหน้าทักทายพ่อเลี้ยง “คุณลุงจี้สวัสดีค่ะ...”
จี้ฉางเฟิงยิ้มอย่างกระอักกระอ่วน “อ้อ หนานโม่กลับมาแล้วหรือ”
พอหันไปทางจี้เจาหลิน คำว่า ‘พี่’ ยังไม่ทันหลุดจากปาก หญิงสาวที่นั่งข้างเขาก็เขย่าแขนเสื้อเขาแล้วพูดว่า “เจาหลิน ฉันอยากกินหมูตุ๋น”
หญิงสาวคนนั้นดูหน้าไม่คุ้น รูปร่างและน้ำเสียงนุ่มนวลอ่อนหวาน
จี้เจาหลินหยิบตะเกียบ คีบเนื้อชิ้นหนึ่งใส่จานตัวเอง เลาะมันออกก่อนค่อยวางลงในชามของเธอ
“ป้อนฉันสิ” หญิงสาวอ้าปากรอให้เขาป้อน
เขายอมตามใจเธอ แล้วค่อย ๆ ป้อนเนื้อไม่ติดมันเข้าปากเธอ
ถึงขั้นป้อนข้าวกันได้...
หนานโม่รู้สึกเหมือนมีก้างติดคอ ไม่ว่าจะอย่างไรก็เรียกคำว่า ‘พี่’ ไม่ออก
เพราะถูกขัดจังหวะ กวนหลานจึงพาเธอไปนั่งโต๊ะข้าง ๆ
หลังนั่งลง หนานโม่ก็ตำหนิแม่ว่าไม่ควรโกหกว่าป่วยหนักเพื่อหลอกให้เธอกลับมา
กวนหลานลดเสียงลง “ถ้าฉันบอกว่าพี่ชายแกหมั้น แกจะกลับมาเหรอ แม่ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวัง คอยดูสีหน้าคนอื่นอยู่ทุกวัน งานมงคลใหญ่ของตระกูลจี้ เจาหลินสั่งไว้ว่าใครเกี่ยวดองกัน ไม่ว่าจะตายหรือยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องแจ้งให้รู้ แกเองก็ถือว่าเป็นคนของตระกูลจี้ครึ่งหนึ่ง แรงกดดันมาตกอยู่ที่ฉัน ก็เลยต้องโกหกแก”
งานมงคลใหญ่ของตระกูลจี้ จี้เจาหลินกำลังจะหมั้น
ข่าวนี้หนักอึ้งราวกับก้อนหินกดทับหนานโม่จนหมดเรี่ยวแรง
“นั่นไง คุณหนูโจวเสวียนแห่งตระกูลโจว” กวนหลานพยักพเยิดไปทางโต๊ะหลัก “เจาหลินทำเธอท้องแล้ว ถ้าไม่จัดงานแต่งเร็ว ๆ เดี๋ยวท้องก็เห็นชัด”
หัวใจที่ถูกเคี่ยวกรำด้วยไฟอ่อนมาสามปี ในที่สุดก็พังทลายลงหลังได้ฟังคำพูดไม่กี่ประโยคของแม่
ระหว่างงานเลี้ยง ทุกคนกำลังคุยกันอย่างออกรส ไม่รู้ใครจู่ ๆ ก็ชี้มาทางหนานโม่แล้วตะโกนว่า “ฉันนึกออกแล้ว เธอไงที่ยั่วยวนพี่ชายต่างสายเลือด เคยเป็นข่าวด้วย!”
พอคำพูดนั้นหลุดออกมา ในห้องโถงใหญ่ก็เงียบกริบจนแทบได้ยินเสียงเข็มตก ทุกคนพากันหันมามองทางนี้
มือของหนานโม่ที่วางอยู่บนตักกำแน่นขึ้นทันที แก้มร้อนผ่าว
ตอนนั้น กระแสข่าวเรื่องเหตุการณ์ในห้องเก็บของยิ่งลุกลาม เธอถูกแม่บังคับพาตัวไปสนามบิน
ภายนอกอ้างว่าเธอไปเรียนต่อที่เอดินบะระ แต่ความจริงคือไปหลบกระแสข่าว
เธอไม่ยอม จึงขอร้องแม่ให้เธอได้พบจี้เจาหลินอีกสักครั้ง
กวนหลานตำหนิเธอว่าไม่รู้จักสำนึก “วันเกิดแกเป็นวันครบรอบวันตายของแม่แท้ ๆ เขา เขาจะรักแกได้ยังไง!”
“จนถึงตอนนี้แกยังไม่เข้าใจอีกเหรอ เขาเกลียดฉันที่ทำลายครอบครัวของเขา เกลียดฉันที่บีบให้แม่เขาตาย”
“ทำให้แกตกหลุมรักเขา แล้วค่อยถีบแกทิ้ง นั่นก็เป็นแค่วิธีแก้แค้นของเขา”
“ถ้าแกยอมบอกฉันตั้งแต่แรกว่าคิดอะไรกับเขา ฉันไม่มีทางปล่อยให้เรื่องบ้า ๆ แบบนี้เกิดขึ้นแน่!”
กระแสข่าวยังคงร้อนแรงต่อเนื่อง จนสาวไปถึงข่าวฉาวของตระกูลจี้
มีข่าวลือว่ากวนหลานแต่งงานใหม่ได้อย่างราบรื่น เพราะบีบให้ภรรยาคนก่อนของจี้ฉางเฟิงฆ่าตัวตาย
ก่อนภรรยาคนก่อนจะฆ่าตัวตาย เธอส่งข้อความหาสามีหลายข้อความ แต่กลับไม่ได้รับคำตอบเลยสักข้อความ
เวลานั้นจี้ฉางเฟิงเหมาสถานบันเทิงทั้งแห่งเพื่อจัดงานวันเกิดให้หนานโม่ แต่แท้จริงแล้วทำไปเพื่อเอาใจคนรักใหม่อย่างกวนหลาน
ภรรยาคนก่อนหมดอาลัยตายอยาก กินยานอนหลับจำนวนมากพร้อมเหล้า ก่อนกระโดดลงมาจากดาดฟ้าคฤหาสน์ของตัวเอง
กลางฤดูร้อน จี้เจาหลินในวัยเยาว์นั่งอ่านหนังสือคลายร้อนอยู่ริมสระว่ายน้ำ
เพราะเหตุนี้ เขาจึงเห็นแม่ร่วงหล่นลงมาเบา ๆ ราวกับผีเสื้อ ก่อนจะ ‘ตุบ’ กระแทกพื้น
ร่างของแม่งอพับในท่าทางประหลาด ดวงตาเบิกค้าง เลือดและมันสมองไหลออกจากปาก
เลือดกระเซ็นเปื้อนร่างเขาไปครึ่งซีก อุ่น ๆ
ความแค้นของเด็กหนุ่มฝังลึกถึงกระดูก
เขาไม่ต้องการให้กวนหลานชดใช้ด้วยชีวิต เพราะการเห็นลูกสาวของตัวเองมีชื่อเสียงย่อยยับ สำหรับคนเป็นแม่แล้วทรมานยิ่งกว่าความตาย
คนที่จี้เจาหลินแก้แค้นไม่ได้มีแค่กวนหลาน แต่ยังมีจี้ฉางเฟิงด้วย
หลังเกิดเรื่องนี้ คนหนึ่งก็เก็บตัวเงียบขรึม ส่วนอีกคนก็ไม่เคยเชิดหน้าชูตาในตระกูลจี้ได้อีกเลย
“วันดี ๆ แบบนี้ยังกล้ามาได้ยังไง ซวยจริง ๆ!” ญาติของตระกูลโจวพูดเหน็บแนมเสียงดัง
คนอื่นพากันเห็นด้วย “นี่จงใจมาทำให้ตระกูลโจวเราเสียบรรยากาศหรือไง!”
“โจวเสวียนกำลังท้อง ไปให้พ้นนะของสกปรก อย่ามาให้เธอเห็น”
“ใช่ กระทบพัฒนาการของเด็กในท้องขึ้นมา ใครจะรับผิดชอบไหว”
จี้เจาหลินไม่ได้พูดอะไร เอาแต่ก้มมองโทรศัพท์อยู่ตลอด
ความเย็นชาของเขาเท่ากับปล่อยให้ญาติตระกูลโจวรุมประณามหนานโม่
เธออับอายจนแทบทนไม่ไหว ไม่แม้แต่จะหาข้ออ้าง ลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไป
……
ฝนตกหนักขึ้นแล้ว
หนานโม่รู้สึกว่าฝนตกได้ถูกจังหวะดี แบบนี้คนอื่นก็แยกไม่ออกว่าสิ่งที่เปื้อนใบหน้าเธอเป็นฝนหรือน้ำตา
เธอเดินวนอยู่ในสวนรอบหนึ่ง กะว่ารอให้แขกกลับกันหมดแล้วค่อยกลับเข้าไป
เธอไม่ได้กางร่ม แต่กลับเห็นจี้เจาหลินกางร่มเดินมาทางเธอ
เธอชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะรีบวิ่งเข้าไปหาเขา
แต่พอเดินสวนกัน เธอก็ได้สติ เขาไม่มีทางหยุดรอเธออีกแล้ว
คนที่นั่งอยู่ในศาลาด้านหลังเขาคือโจวเสวียน ซึ่งกำลังรอเขาอยู่
เขายื่นมือดึงเธอเข้ามาใต้ร่ม ทิ้งภาพแผ่นหลังของคนที่ ‘จะมีเพียงกันและกันไปชั่วชีวิต’ ไว้ให้หนานโม่
……
ที่หน้าประตูสวนจี้ กวนหลานเข็นกระเป๋าเดินทางของหนานโม่ออกมา แล้วส่งพวงกุญแจให้เธออีกพวง “ที่บ้านไม่สะดวกให้อยู่ ไปพักที่บ้านเก่าก่อนแล้วกัน”
เธออยากกำชับอะไรอีกสักหน่อย แต่พออ้าปากแล้วก็เปลี่ยนใจ ไม่จำเป็นหรอก
หนานโม่รับกุญแจมา แล้วหยิบร่มออกมากาง ลากกระเป๋าเดินไปตามถนนเฮ่อซง
แถวนี้เรียกรถไม่ได้ ส่วนรถที่ออกมาจากสวนจี้ก็ไม่ยอมรับเธอ
จู่ ๆ รถคันหนึ่งก็เฉียดขาเธอแล้วหยุดลง
กระจกฝั่งผู้โดยสารด้านหน้าลดลง เผยให้เห็นใบหน้าสวยสดใสของโจวเสวียน “น้องหนานโม่จะไปไหน ขึ้นมาสิ ฉันไปส่ง”
