เซี่ยเฉิงรุ่ยย่อมไม่ยอมรับอยู่แล้ว แต่พอวันรุ่งขึ้นเห็นเช็คมูลค่าสองร้อยล้านที่ลู่จิ่งชวนยื่นให้ เขาก็หุบปากฉับทันที
ภายในห้องทำงานของประธานกลุ่มบริษัทลู่ ลู่จิ่งชวนวางสัญญาฉบับหนึ่งลงตรงหน้าเซี่ยเฉิงรุ่ย
เขาก้มอ่านเงื่อนไขในสัญญาอย่างละเอียด ก่อนถามด้วยความไม่เข้าใจว่า
“พี่เขย ก่อนหน้านี้หลานอิงคุยกับผมเรื่องแบ่งผลประกอบการไว้ที่สี่ต่อหก ผมได้สี่ ส่วนสำนักงานใหญ่ได้หก
ตอนนี้พี่ให้ผมไปคุยเป็นหกต่อสี่ แบบนี้จะได้เหรอครับ?”
ลู่จิ่งชวนตอบว่า “ผมยอมรับสัดส่วนแบ่งผลประโยชน์เท่านี้เท่านั้น คุณเอาเช็คไปคุยอีกครั้ง ถ้าอีกฝ่ายตกลง เช็คก็ขึ้นเงินได้
ถ้าไม่ตกลง เช็คก็เป็นโมฆะ ผมจะเอาเงินสองร้อยล้านคืน”
เห็นแก่เช็คมูลค่าสองร้อยล้าน เซี่ยเฉิงรุ่ยจึงได้แต่กัดฟันไปเจรจา
หลังเซี่ยเฉิงรุ่ยออกไป ลู่จิ่งชวนก็ถามซูเนี่ยนเหอที่นั่งเงียบอยู่ตรงมุมห้องทำงานของประธานบริษัทมาตลอดว่า
“คุณมั่นใจขนาดนั้นเลยหรือว่าหลานอิงจะยอมแบ่งหกต่อสี่?”
ซูเนี่ยนเหอกำลังหลับตาพักผ่อน ตอนตอบลู่จิ่งชวนก็ไม่ได้ลืมตาขึ้นมาสักนิด
“ก็ต้องดูว่าพวกเขาฉลาดพอหรือเปล่า ฉันไม่อยากร่วมงานกับคนไม่ฉลาดหรอก คุยกันทีคงเหนื่อยแย่”
“งั้นหรือ?” ลู่จิ่งชวนขยับไปนั่งข้างเธอ พลางพูดด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “ผมนึกว่าคุณกำลังชมผมเสียอีก!”
ซูเนี่ยนเหอหรี่ตาขึ้นนิดหนึ่ง เหลือบมองเขา ก่อนเอ่ยเสียงเนือยว่า
“ก็ใช่น่ะสิ ถ้าคุณเป็นคนโง่ ตอนนั้นฉันคงไม่รับเงินห้าสิบล้านของคุณแล้วไปจดทะเบียนสมรสด้วยหรอก”
ลู่จิ่งชวนส่งเสียงฮึ ๆ สองครั้ง ก่อนยกมือปัดปอยผมบนใบหน้าเธอไปทัดหู แล้วถามอย่างเอาใจว่า
