ลู่ฉางชิงจงใจเน้นคำว่า “ลำบาก” เป็นพิเศษ แววไม่พอใจวาบผ่านดวงตาของเซี่ยฟู่หลิน
แต่ถึงอย่างไร ก็เป็นเพียงเพราะศักดิ์ศรีของเขาถูกกระทบ ลู่ฉางชิงพูดไม่ผิด ตอนนี้ตระกูลเซี่ยกำลังเผชิญความลำบากจริง ๆ
เซี่ยฟู่หลินกล่าวด้วยสีหน้าเรียบสงบว่า
“เมื่อ 4 ปีก่อน หลังหว่านหว่านจากไป ผมกับจื่อเจินเสียใจมาก ต่างก็อยากออกจากเมืองหลวงแห่งนี้
ตอนนั้นกิจการของเฉิงรุ่ยในเยอรมนีกำลังรุ่งเรือง และยังต้องใช้เงินทุนก้อนใหญ่มาลงทุนเพิ่มด้วย
พวกเราจึงขายกิจการทั้งหมดของตระกูลเซี่ยในเมืองหลวง แล้วนำเงินไปลงทุนกับบริษัทของเฉิงรุ่ยในเยอรมนี
แต่โชคชะตากลับเล่นตลก ต้นปีนี้บริษัทของเฉิงรุ่ยเกิดปัญหา ดิ้นรนอยู่ไม่ถึงปีก็ล้มละลาย
ต่อมา เพื่อนคนหนึ่งของเฉิงรุ่ยเห็นความสามารถของเขา จึงยินดีให้โอกาสและมอบตำแหน่งตัวแทนจำหน่ายรายใหญ่ในประเทศให้เขารับช่วงต่อ
พวกเราถึงได้ย้ายกลับมาเมืองหลวงกันทั้งครอบครัว ตั้งใจจะเริ่มต้นใหม่”
ก่อนกลับประเทศ ตระกูลเซี่ยได้บอกเรื่องกิจการของเซี่ยเฉิงรุ่ยในเยอรมนีและแผนกลับประเทศให้ลู่ฉางชิงฟังคร่าว ๆ ทางโทรศัพท์แล้ว
ลู่ฉางชิงกล่าวว่า “เฉิงรุ่ยได้พบผู้มีพระคุณในยามลำบากก็นับว่าเป็นเรื่องดี ไม่ทราบว่าเป็นบริษัทไหนหรือ?”
เซี่ยฟู่หลินส่งสายตาให้เซี่ยเฉิงรุ่ย เซี่ยเฉิงรุ่ยจึงกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า
“คุณอาลู่ พี่เขย เป็นบริษัทหลานอิงจากเยอรมนีครับ บริษัทนี้มีแนวโน้มเติบโตได้ดีมาก
ผมศึกษามาแล้ว บริษัทนี้ดำเนินกิจการมานาน 70 ปี
ตอนนี้ยังจับจังหวะตลาดได้พอดี คาดว่าปริมาณธุรกิจในประเทศจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว
ผมเห็นอนาคตที่สดใสของบริษัท เลยรับโอกาสนี้ไว้ครับ”
ลู่จิ่งชวนถามต่อทันที “จังหวะตลาดอะไร?”
