เซี่ยฟู่หลินเองก็รู้สึกเสียหน้า สีหน้าเขาหม่นลงเล็กน้อย ก่อนพูดอย่างไม่พอใจว่า
“ใช่แล้ว จิ่งชวน ทำแบบนี้นายจะให้พวกเรารักษาหน้าไว้ที่ไหน?”
หลิวจื่อเจินนั่งหน้าบึ้งอยู่ข้าง ๆ เรื่องธุรกิจเธอไม่สะดวกจะพูดแทรก
แต่เธอไม่พอใจอย่างมากที่ลู่จิ่งชวนยกย่องซูเนี่ยนเหอจนเกินไป
ห้องรับแขกพลันเงียบกริบ
จังหวะนั้นเอง หนิงหนิงที่นั่งเรียบร้อยอยู่ข้าง ๆ ก็ขยับเข้าไปใกล้ซูเนี่ยนเหอ แล้วกระซิบว่า
“ม่าม๊า คุณอาคนนั้นโกหกแล้ว”
เสียงไม่ดังนัก แต่ทุกคนกลับได้ยินกันหมด
ยิ่งสองแม่ลูกมองเซี่ยเฉิงรุ่ยพร้อมกัน ทุกคนก็รู้ทันทีว่าพวกเธอกำลังพูดถึงใคร
สีหน้าเซี่ยเฉิงรุ่ยชะงักไป เขาถามหนิงหนิงอย่างไม่ไว้หน้า “ผู้ใหญ่กำลังคุยกัน เด็กอย่างเธอจะสอดปากทำไม!
อีกอย่าง เธอว่าฉันโกหกใคร? เด็กตัวแค่นี้พูดเหลวไหลอะไรอยู่?”
หนิงหนิงสูดหายใจแล้วชะงัก มือเล็ก ๆ ยกขึ้นปิดปาก “อ๊ะ! ทำไมเสียงถึงแอบวิ่งออกไปเองล่ะ!”
เธอไม่ได้ตั้งใจจะพูดแทรกสักหน่อย ต้องโทษคุณอาคนนั้นที่หูไวเกินไปต่างหาก
ลู่ซิงโจวได้ยินเซี่ยเฉิงรุ่ยตำหนิหนิงหนิง จึงช่วยพูดแทนเธอว่า “น้าครับ หนิงหนิงไม่พูดมั่วหรอก”
เซี่ยเฉิงรุ่ยขมวดคิ้ว “ซิงโจว ทำไมนายถึงช่วยพูดแทนเธอด้วย?”
เดิมทีลู่จิ่งชวนกับซูเนี่ยนเหอก็สงสัยในเรื่องที่เซี่ยเฉิงรุ่ยพูดอยู่แล้ว พอได้ยินหนิงหนิงบอกว่าเขาโกหก ก็ยิ่งยืนยันสิ่งที่ทั้งคู่คิด
ลู่จิ่งชวนไม่สนใจท่าทางเดือดดาลของเซี่ยเฉิงรุ่ย แล้วถามหนิงหนิงด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ทำไมถึงบอกว่าคุณอาโกหกล่ะ?”
