ในวินาทีที่หญิงสาวเอ่ยปากขอคบ เสียงจักจั่นนอกหน้าต่างที่ส่งเสียงอื้ออึงพลันเงียบงันไปชั่วขณะ ทุกสิ่งที่สายตามองเห็นล้วนพร่าเลือน มีเพียงซูเหมียนเท่านั้นที่เขามองเห็น
เขาเห็นแก้มของเธอแดงระเรื่อด้วยความประหม่าในตอนสารภาพรัก และได้ยินเธอรีบร้อนหาเหตุผลไร้ชั้นเชิงมาข่มขู่ เพราะกลัวว่าเขาจะปฏิเสธ
เหมือนแมวตัวหนึ่งที่กลัวคนเข้าใกล้ มันแยกเขี้ยวขู่ฟ่อ คิดว่าตัวเองกำลังทำท่าขู่ขวัญคนอื่น แต่สิ่งที่มนุษย์เห็นกลับมีเพียงอุ้งเท้าสีชมพูนุ่มนิ่ม กับขนฟูฟ่องที่ดูน่าลูบยามมันแอ่นหลัง
“ได้”
เธออยากให้เขาเป็นแฟน
ได้สิ
จะไม่ตกลงได้อย่างไร?
ย่อมเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง
เขารอวันนี้มานานมาก
นานเหลือเกิน
……
ซูเหมียนรู้สึกว่าตอนนี้ตัวเองไม่ค่อยสู้ดีนัก
ภารกิจแรกก็เจออุปสรรคใหญ่ เธอถึงกับมึนงงไปหมด
พระเอกทำไมถึงไม่เล่นไปตามบทล่ะ?
ตามเนื้อเรื่องเดิม พระเอกควรปฏิเสธคำขอของเจ้าของร่างเดิมอย่างเด็ดขาด จากนั้นเจ้าของร่างเดิมก็โกรธแล้วเดินจากไป
แต่ไม่นานทั้งคู่ก็ยังคบกันอยู่ดี
เพราะเจ้าของร่างเดิมเตรียมแผนสำรองไว้ ก่อนจะข่มขู่พระเอก เธอส่งรูปนี้ไปให้ย่าของเขาแล้ว และโกหกว่าเธอกับพระเอกกำลังคบกัน
ย่าของพระเอกกับย่าของเจ้าของร่างเดิมเป็นเพื่อนสนิท ทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ดังนั้นแม้เจ้าของร่างเดิมจะเพิ่งกลับประเทศได้ไม่นาน ย่าของพระเอกก็ยังเอ็นดูหลานสาวของเพื่อนเป็นพิเศษ พอรู้ว่าทั้งสองเป็นแฟนกันก็ยินดีอย่างยิ่ง แถมยังส่งข้อความตรง ๆ ให้พระเอกพาเจ้าของร่างเดิมกลับบ้านไปพบสักครั้ง
ช่วงนี้ย่าของพระเอกเพิ่งล้มป่วยหนัก พระเอกอธิบายเรื่องรูปชวนให้เข้าใจผิดใบนั้นให้ชัดเจนในทันทีไม่ได้ เพราะกลัวจะกระทบกระเทือนจิตใจย่า จึงจำใจต้องยอมรับไปก่อน
ถึงอย่างไรทั้งคู่ก็ต้องคบกันอยู่แล้ว แต่ลำดับมันผิดไป
ในเนื้อเรื่องเดิม ย่าของพระเอกเพิ่งฟื้นจากอาการป่วยหนัก ช่วงนี้พักผ่อนอยู่แต่ในบ้านและไม่แตะอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ กว่าจะเห็นข้อความของเจ้าของร่างเดิมก็ผ่านไปถึงวันที่สาม ส่วนเรื่องให้พระเอกพาเจ้าของร่างเดิมไปพบก็เป็นสัปดาห์ถัดมา
ถึงตอนนั้นทั้งสองคนถึงจะได้คบกันอย่างเป็นทางการ
แต่ตอนนี้ความสัมพันธ์ของทั้งคู่กลับเลื่อนมาเร็วขึ้นอย่างไร้สาเหตุหนึ่งสัปดาห์
แบบนี้จะเล่นต่อยังไง? ในเนื้อเรื่องที่เธอได้รับไม่มีฉากนี้นี่นา
ซูเหมียนงุนงงจนจิ้มระบบเบา ๆ “ระบบ แบบนี้ถูกเหรอ? เวลาไม่ตรงกันเลยนี่ ฉันควรทำยังไงต่อ?”
ระบบเองก็งุนงงไม่แพ้กัน
มันตรวจทานบทซ้ำไปซ้ำมา จนฝ่ามืออุ้งเท้าเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ
จะทำยังไงดีล่ะ อาจารย์ระบบไม่เคยสอนเรื่องนี้เลย
มันเองก็เพิ่งเป็นระบบครั้งแรก เพิ่งรับหน้าที่พาโฮสต์ทำภารกิจเป็นครั้งแรกเหมือนกัน
พอนึกถึงก่อนหน้านี้ที่มันคุยโม้กับซูเหมียนว่าตัวเองเป็นระบบรุ่นเก๋ามากประสบการณ์ ส่วนซูเหมียนก็เป็นโฮสต์รุ่นที่ 108 ที่มันดูแลมา
จบเห่แล้ว จบเห่แล้ว โม้เกินไปจนเข้าตัวแล้ว
เจ้าระบบน้อยในร่างแมวรีบใช้สมองคิดสุดชีวิต ก่อนจะคาดเดาอย่างกล้าหาญว่า “เหมียนเหมียน เป็นไปได้ไหมว่าย่าพระเอกเห็นข้อความของเธอก่อนกำหนด แถมถามพระเอกไปแล้วด้วย ย่ารู้ทุกอย่างแล้ว พระเอกก็เลยถูกบีบให้จำใจตอบตกลงตามน้ำ”
ซูเหมียนตั้งข้อสงสัย “แต่ในเนื้อเรื่อง ย่าไม่น่าจะเห็นข้อความอีกสามวันไม่ใช่เหรอ? ทำไมถึงเห็นเร็วขึ้นล่ะ หรือว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น?”
“อืม อาจเป็นเพราะคุณย่าซน แอบเล่นโทรศัพท์ก็ได้”
“……”
ฟังดูเหลือเชื่อมาก แต่ก็พอเข้าใจได้อยู่
เพราะเธอเองก็พกโทรศัพท์ติดตัวตลอด 24 ชั่วโมงเหมือนกัน
ซูเหมียนเอ่ยถึงสิ่งที่กังวล “ตัวละครในโลกนี้ทำอะไรไม่ตรงกับเนื้อเรื่อง แบบนี้ก็ปกติเหรอ?”
ระบบเคยเรียนเรื่องนี้มา มันจึงรีบตอบตามแบบแผนทันที “เหมียนเหมียน เป็นแบบนี้นะ ถึงที่นี่จะเป็นโลกภารกิจ แต่ตัวละครทุกคนในโลกนี้มีตัวตนจริงและมีความคิดเป็นของตัวเอง บางครั้งทำอะไรไม่ตรงตามเนื้อเรื่องก็เป็นเรื่องปกติ แต่โดยรวมแล้วนิสัยของพวกเขาจะไม่ผิดเพี้ยนไปหรอก”
“ถ้าอย่างนั้นก็ดี” ซูเหมียนถอนหายใจอย่างโล่งอก “งั้นฉันก็แค่ทำตามบทบาทแล้วเล่นไปตามเนื้อเรื่องต่อก็พอใช่ไหม?”
“อื้อ แค่ทำเนื้อเรื่องให้จบก็พอแล้ว” พอสัมผัสได้ว่าอารมณ์ของโฮสต์ผ่อนคลายลง ระบบก็คลายตัวตามในพริบตา
ตกใจไปเองทั้งนั้น เรื่องเล็กน้อย แก้ได้ง่าย ๆ~
บทบาทของเจ้าของร่างเดิมคือคุณหนูใหญ่ผู้เอาแต่ใจและหยิ่งยโส เธอตกหลุมรักพระเอกตั้งแต่แรกเห็น แต่ถ้าจะถามว่ารักจริงมากแค่ไหน ก็คงไม่ถึงขั้นนั้น พูดให้ถูกคือเป็นความอยากเอาชนะ เธอมองเขาเป็นของเล่นหายากชิ้นหนึ่ง
ตอนนี้ได้ของเล่นแสนรักมาด้วยเล่ห์เหลี่ยม ซูเหมียนจึงอดยิ้มอย่างภาคภูมิใจไม่ได้
แล้วอย่างไรถ้าเขาเย็นชา? สิ่งที่ซูเหมียนหมายตาไว้ มีหรือจะไม่ได้มา?
ดอกไม้บนยอดเขาสูงที่ได้แต่มองแต่เอื้อมไม่ถึงดอกนี้ เป็นของเธอแล้ว
ซูเหมียนใช้หลังโทรศัพท์ที่ประดับเพชรเม็ดเล็ก ๆ แตะใบหน้าของอีกฝ่ายเบา ๆ ก่อนจะยิ้มอย่างได้ใจ “ป๋อเยี่ยนโจว นายเป็นของฉันแล้ว”
การกระทำนั้นช่างยั่วเย้าและร้ายกาจอยู่บ้าง ป๋อเยี่ยนโจวเย็นชาและถือตัว สำหรับเขาแล้วการกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการดูหมิ่น
ซึ่งตรงกับความต้องการของซูเหมียนพอดี
ภารกิจหลักของเธอก็คือการยั่วโมโหพระเอกให้ถึงขีดจำกัด ทำให้เขาทนไม่ไหว จนรวบรวมหลักฐานการกระทำชั่วของเธอมาเปิดโปงธาตุแท้ แล้วสลัดเธอทิ้งไปให้ได้ ก่อนจะไปพบกับนางเอกและจบลงอย่างมีความสุข
ใต้สายตาของเธอ ขนตาดำขลับของป๋อเยี่ยนโจวสั่นไหวเบา ๆ ริมฝีปากบางเม้มเข้าหากัน ส่วนปลายหูเริ่มแดง
ระบบส่งเสียง “โอ้โห” แล้วชมเธออย่างไม่หวงคำ “เหมียนเหมียน เก่งจริง ๆ หูพระเอกแดงเพราะโมโหแล้ว!”
ซูเหมียนได้กำลังใจ จึงคิดจะพูดจาดูถูกเขาต่ออีกสักสองสามคำ
แต่กลับพบเรื่องน่าเศร้าว่าขาขวาของเธอชาไปแล้ว
เพื่อแสดงนิสัยหยิ่งผยองของเจ้าของร่างเดิม และป้องกันไม่ให้พระเอกหมดความอดทนเดินหนีไปก่อนจะฟังเธอพูดจบ เธอจึงยกเท้าข้างหนึ่งขึ้นพาดประตูไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ขวางทางพระเอกเอาไว้
ระยะห่างระหว่างโต๊ะกับประตูไม่น้อย เธอคำนวณพลาด ตอนแรกที่ยกเท้าไปพาดก็เกือบเหยียบพลาด กว่าจะยันไว้ได้ก็ต้องเกร็งต้นขาอย่างลับ ๆ เพื่อทรงตัว สุดท้ายขาก็เลยชา
ขาชาแบบนี้ไม่เข้ากับบทคุณหนูจอมเอาแต่ใจเอาเสียเลย ซูเหมียนเม้มปากแน่น พยายามฝืนทนเงียบ ๆ
ป๋อเยี่ยนโจวไวกว่าที่คิด
“เป็นอะไร?”
เมื่อสังเกตเห็นความผิดปกติของหญิงสาวตรงหน้า ป๋อเยี่ยนโจวจึงเอ่ยถาม
“ฉันไม่เป็นไร สบายดีจะตาย” เธอแอบจับขอบโต๊ะไว้พยุงตัว พยายามค่อย ๆ ชักขาที่ชาอยู่กลับมา พร้อมกับไม่ลืมไล่ป๋อเยี่ยนโจวไปให้พ้น
“ฉันหิวแล้ว ไปซื้อข้าวขาเป็ดมาให้ฉันหนึ่งกล่อง ฉันจะกิน”
ทั้งวางอำนาจทั้งคิดว่าเป็นเรื่องสมควร
เมื่อได้ยินดังนั้น ป๋อเยี่ยนโจวก็หยิบโทรศัพท์แล้วหันหลังเดินออกไปทันที “ได้”
เสียงร้องตกใจเรียกให้เขาหยุดชะงัก—
ซวยซ้ำซวยซ้อน ขาของซูเหมียนไม่ได้แค่ชา แต่ยังเริ่มเป็นตะคริวอีกด้วย
ร่างกายของเธอเสียหลัก ท่อนบนเอนวูบ ป๋อเยี่ยนโจวรีบรับเธอไว้ทัน ขาของเธอแนบชิดกับเอวและสะโพกของเขา ชายเสื้อเสียดสีกัน ทั้งคู่กอดกันแน่นเต็มอ้อมแขน
แต่ขาของเธอกลับไม่ยอมทำตามสั่ง ลากตัวเธอให้ทรุดลงไป
ในยามคับขัน ฝ่ามือร้อนผ่าวก็กำต้นขาของเธอไว้ ผิวขาวเนียนนุ่มตัดกับเส้นเลือดที่นูนขึ้นบนหลังมือของเขาราวกับเถาวัลย์
เธอจึงอาศัยแรงพยุงนั้นกลับไปนั่งบนโต๊ะได้อีกครั้ง
กลิ่นหอมหวานสดชื่นปนกับลมหายใจอุ่น ๆ พัดผ่านใบหน้า
“คุณ……”
“เจ็บ ๆ ๆ ขาฉัน!”
บรรยากาศคลุมเครือชวนใจเต้นพลันสลายไปเหมือนสายลม
“ขาเจ็บเหรอ?”
ซูเหมียนรู้สึกขายหน้าจนไม่กล้ามองหน้าอีกฝ่าย ก่อนจะตอบเสียงเบาว่า “ขาชาน่ะ”
เมื่อได้ยินดังนั้น บรรยากาศรอบตัวก็เหมือนหยุดนิ่งไปหลายวินาที จากนั้นเสียงหัวเราะแผ่วเบาก็ดังขึ้นเหนือศีรษะ
ซูเหมียนอยากมุดหัวลงไปซ่อนใต้โต๊ะเสียเดี๋ยวนั้น
เธอรู้ว่าป๋อเยี่ยนโจวกำลังหัวเราะเยาะตัวเอง ช่วงนี้เธอคอยตามตื๊อเขาไม่หยุด พอเห็นเธอขายหน้าแบบนี้ เขาคงสะใจมากแน่ ๆ
ซูเหมียนยึดมั่นในบทบาทของตัวเอง แล้วฝืนใจทำตัวไร้เหตุผลต่อ “นะ นายหัวเราะอะไร! นายเป็นแฟนฉันนะ รีบ รีบช่วยนวดให้หน่อย!”
ป๋อเยี่ยนโจวไม่มีทางตอบตกลงแน่ แค่ถูกบังคับให้เป็นแฟนเธอก็ถือว่าเกินขีดจำกัดแล้ว เขาจะยอมช่วยเธอได้อย่างไร……
ฝ่ามืออุ่นร้อนแนบลงบนขาท่อนล่างอีกครั้ง ซูเหมียนชะงัก ก่อนจะมองป๋อเยี่ยนโจวอย่างไม่อยากเชื่อ
ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไร ป๋อเยี่ยนโจววางโทรศัพท์ในมือลงบนโต๊ะข้าง ๆ แล้วหาเก้าอี้มาให้เธอวางขาในระดับที่เหมาะสมและสบาย ส่วนตัวเขาย่อตัวลงครึ่งหนึ่ง ก้มหน้าตั้งใจนวดขาให้เธอ
นิ้วมือของชายหนุ่มเรียวยาวสวยงาม ราวกับหยกเนื้อเนียนไร้ตำหนิ เมื่อออกแรงเล็กน้อย เส้นเลือดบนหลังมือก็ปรากฏขึ้น
“ระบบ……”
“โฮสต์……”
คนหนึ่งกับระบบหนึ่งกลับตกอยู่ในความสับสนและเงียบงันอีกครั้ง นี่ใช่พระเอกในเนื้อเรื่องจริงหรือ? ทำไมรู้สึกเหมือนพฤติกรรมผิดไปจากบทแล้ว?
ระบบพูดเสียงอ่อย พลางตอบตามแบบแผน “เหมียนเหมียนก็รู้ คนในโลกนี้ต่างมีความคิดเป็นของตัวเอง เพราะงั้น เพราะงั้นพระเอกทำแบบนี้ก็น่าจะปกติ……”
มั้งนะ?
ซูเหมียนถามอย่างไม่ค่อยมั่นใจ “แต่เขาจะมีความคิดเป็นของตัวเองมากเกินไปหน่อยไหม?”
ความปวดเมื่อยแผ่ซ่านมาจากขาท่อนล่าง ซูเหมียนหดขาโดยไม่รู้ตัว ฝ่ามือที่กำข้อเท้าของเธอไว้ชะงักไปเล็กน้อย “ทำให้เจ็บเหรอ? ขอโทษนะ”
ดวงตาใสกระจ่างสบกับเธอชั่วครู่ ก่อนจะเบือนหลบไปอีกทาง ปลายหูที่แดงระเรื่อสะดุดตา ลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลงก็เจือสีชมพูจาง ๆ ราวกับความเขินอาย
ระบบเหมือนทะลวงเส้นลมปราณจนเข้าใจทุกอย่างขึ้นมา “อ้อ เหมียนเหมียน ฉันเข้าใจแล้ว พระเอกกำลังอดทนอดกลั้นต่อความอัปยศอยู่นี่เอง!”