เจียงหลีเยว่หิ้วถุงหนักอึ้ง เดินกลับคอนโดด้วยฝีเท้าเบาสบาย
ลมยามค่ำพัดผ่านเสื้อคลุมขนฟูสีชมพู ขับให้ใบหน้าเล็กเท่าฝ่ามือยิ่งดูขาวผ่องและอ่อนเยาว์
กลับถึงบ้าน เธอก็ผลักประตูเข้าไป
ทยอยหยิบอาหารจากถุงมาวางบนโต๊ะกินข้าว พี่ชายกับพี่ยวี่หวยดูเหมือนยังไม่ได้ออกจากเกม
เธอนั่งรอบนโซฟาอยู่หลายนาที เห็นทั้งคู่ยังไม่มีทีท่าจะขยับ จึงลุกขึ้นเปิดประตูตรงกลางผนังห้องนั่งเล่น แล้วเดินไปบ้านตระกูลลู่ที่อยู่ข้าง ๆ
แผนผังบ้านตระกูลลู่ไม่ต่างจากบ้านตระกูลเจียงมากนัก เพียงแต่ห้องรับแขกถูกปรับโฉมเป็นห้องเล่นเกมอย่างเต็มรูปแบบ
แคปซูลเกมสองเครื่องวางเรียงอยู่เคียงกัน
เจียงหลีเยว่เดินเข้าไป กดปุ่มด้านนอกแคปซูลเกมเบา ๆ
รอสองนาที เปลือกแคปซูลเกมก็เปิดออก
เจียงมู่อวิ๋นกับลู่ยวี่หวยลุกขึ้นนั่งจากแคปซูลของตัวเองตามลำดับ
“พี่คะ มากินข้าวก่อนเถอะค่ะ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวกับข้าวก็เย็นหมด” เจียงหลีเยว่เอียงคอพูด
“ได้” เจียงมู่อวิ๋นพยักหน้ารับ ดวงตาหงส์ที่ดูเย็นชาคู่นั้นโค้งลงเล็กน้อย แววตาอ่อนโยนอย่างยิ่ง
“เสี่ยวหลี เควสต์ก่อนหน้าเสร็จหรือยัง?” ลู่ยวี่หวยออกจากแคปซูลเกมแล้ว ยืดเส้นยืดสายอย่างไม่ห่วงภาพลักษณ์ ก่อนยกมือเกาศีรษะ
ผมที่ยุ่งอยู่แล้วดูราวกับรังนกเข้าไปอีก
เจียงหลีเยว่เหลือบมองเขา “พี่ยวี่หวย พี่กับพี่ชายฉันไม่ได้ตัดผมมานานแค่ไหนแล้วคะ?”
ลู่ยวี่หวยชะงักมือ ก่อนตอบอย่างไม่แน่ใจว่า “ประมาณ...สองเดือนมั้ง?”
สองเดือน? มิน่าล่ะ หน้าม้าถึงยาวลงมาปิดตาแล้ว
“รอจบดันเจี้ยนสิบคนก่อน หาเวลาไปตัดผมกันสักหน่อย” เจียงมู่อวิ๋นเองก็รู้สึกว่าผมยาวเกินไปแล้ว
เขายกมือปัดหน้าม้าอย่างลวก ๆ ท่าทางไม่ใส่ใจ
ลู่ยวี่หวยว่า “ได้ ถึงตอนนั้นไปด้วยกัน”
ทั้งสามคนมาที่ห้องนั่งเล่นแล้วนั่งลงหน้าโต๊ะ
ลู่ยวี่หวยกินไปพูดไป “เสี่ยวหลี เดี๋ยวฉันเล่าข้อมูลดันเจี้ยนสิบคนให้ฟัง”
“เมื่อกี้เพิ่งสืบมาว่ากิลด์ส่วนใหญ่ผ่านบอสตัวแรกแล้ว กลไกของบอสตัวแรกไม่ยากนัก หลัก ๆ คือมีมอนสเตอร์ย่อยเยอะ แต่พลังโจมตีของพวกเราสูง เคลียร์มอนไม่ช้าอยู่แล้ว เล่นตามปกติก็พอ”
