เจียงหลีเยว่ก้มมองเข็มทิศสีทองหม่นที่เพิ่งได้มา
ของชิ้นนี้หนักอึ้งและเย็นเยียบจนเสียดกระดูก เฟืองบนนั้นขบกันแน่นขนัด โครงสร้างดูซับซ้อนทีเดียว
“หาที่เงียบ ๆ ตั้งแท่นประกอบพิธีกันเถอะ” ลู่ยวี่หวยยกมือเช็ดหน้า ปลุกตัวเองให้กระปรี้กระเปร่าก่อนเอ่ยว่า “ไป ๆ กลับเรือนพักก่อน”
เจียงมู่อวิ๋นยื่นมือดึงหมวกคลุมศีรษะของน้องสาวลงมาปิดบังลมหนาวปนหิมะที่พัดเข้ามาปะทะหน้า ก่อนตอบเสียงขรึมว่า “อืม”
ทั้งสามพาเสวียนเย่รีบกลับไปยังเรือนเล็กที่เช่าอยู่
เมื่อเปิดค่ายกลป้องกัน ลมหนาวที่พัดโหมอยู่ด้านนอกก็ถูกตัดขาดไป
ภายในห้องอบอุ่นสบาย เสวียนเย่พอลงพื้นก็สะบัดหางฟูฟ่อง แล้วต้วมเตี้ยมไปหมอบตรงมุมโซฟา ก่อนหยิบผลไม้ที่อัดแน่นด้วยกลิ่นอายแห่งความตายออกจากมิติแล้วแทะกิน
เจียงหลีเยว่นั่งข้างโต๊ะกลม ยื่นมือวางจานดาราสืบต้นกำเนิดลงบนโต๊ะ เสียงกระทบใสดังกริ๊ง
“พี่คะ วัสดุที่ฉันมีเยอะแยะเลย เอาวัสดุมิติระดับเอห้าชิ้นมาป้อนมันก่อนนะ” เธอพูดพลางหยิบของออกมา พร้อมรับขวดแก้วใบเล็กที่บรรจุเลือดของเมิ่งซิวจากพี่ชาย
ในมิติของเธอมีวัสดุอยู่เยอะมาก
ผลึกมิติห้าก้อนซึ่งเปล่งแสงสีฟ้าอ่อนปรากฏขึ้นในห้อง
เจียงหลีเยว่เปิดจุกขวดแก้ว เทหยดเลือดสีแดงคล้ำข้นหนืดออกมาสองสามหยด ให้ตกลงในร่องเล็กตรงกลางจานดาราอย่างแม่นยำ
หยดเลือดถูกดูดซึมจนหมดอย่างรวดเร็ว
ถัดมา ผลึกมิติทั้งห้าก้อนที่อยู่ข้าง ๆ ก็แตกดังเพล้ง กลายเป็นลำแสงเข้มข้นห้าสาย ถูกจานดารากลืนกินจนเกลี้ยงอย่างตะกละตะกลาม
จานดาราที่เดิมเงียบงันไร้ชีวิตเริ่มหมุนดังแกร๊ก ๆ
เข็มทองเล็กละเอียดนับไม่ถ้วนบนจานหมุนอย่างรวดเร็ว ก่อนฉายแผนที่ดวงดาวมายาขนาดใหญ่กึ่งโปร่งแสงขึ้นกลางอากาศ สั่นไหวเบา ๆ
บนแผนที่ดวงดาวมีจุดแสงกระจายอยู่ไม่น้อย
ส่วนใหญ่เป็นจุดแสงเล็ก ๆ สลัวรางดุจเม็ดข้าวฟ่าง รวมตัวกันหนาแน่น บางจุดถึงกับกะพริบสองสามครั้งแล้วดับไป ดูท่าคงถูกตามล่าจนแย่แล้ว
ตรงมุมที่ห่างไกลที่สุดของแผนที่ดวงดาว มีลูกไฟสว่างจ้าดวงหนึ่ง
ลูกไฟนั้นไม่เพียงสว่างจนแสบตา รอบ ๆ ยังแผ่รัศมีสีแดงเข้มออกมา ดูกร่างและทรงอำนาจโดดเด่นอยู่ทั่วทั้งแผนที่ดวงดาว ยากจะไม่สังเกตเห็น
