การต่อสู้ยืดเยื้อดำเนินต่อไปไม่รู้ว่านานเท่าไร
ทุกคนในถ้ำสังหารจนด้านชาไปหมดแล้ว
จากแรกเริ่มที่ยังพูดคุยหยอกล้อกัน ตอนนี้ไม่มีใครพูดอะไรอีก ต่างกวัดแกว่งอาวุธและปล่อยสกิลอย่างเย็นชา
แม้การกระทำเช่นนี้จะน่าเบื่อหน่ายอย่างยิ่ง
แต่ประโยชน์ของมันก็เห็นได้ชัดเจน
นักฆ่าคนหนึ่งยกมีดสั้นขึ้นแทงไปข้างหน้าด้วยดวงตาไร้แวว หางตาเหลือบเห็นมดตัวหนึ่งข้างกายอ้าขากรรไกรบนอันแหลมคม เตรียมพุ่งเข้ามากัด
สมองยังไม่ทันได้ตอบสนอง
ร่างกายก็ขยับหลบไปด้านข้างก่อนแล้ว พร้อมเตะสวนออกไปตามจังหวะ
จากนั้นยังกลิ้งหลบมดที่พุ่งเข้ามาจากตรงหน้าอีกด้วย ท่วงท่าคล่องแคล่วเด็ดขาดจนแม้แต่ตัวเองยังนึกไม่ถึง ทุกอย่างเป็นไปตามสัญชาตญาณล้วน ๆ
พอลุกขึ้นยืน ก็ไม่มีเวลาให้ทอดถอนใจกับความเร็วในการตอบสนองของตัวเอง เขาใช้สกิลพรางกายหายตัว แล้วอ้อมไปด้านหลังมดเพื่อรวบรวมพลังแทงทะลวง
มิน่าล่ะ เหล่าเจี้ยนกับพวกถึงได้เก่งขึ้นเร็วขนาดนี้
ฝึกฝนเคี่ยวกรำแบบนี้อยู่บ่อย ๆ จะไม่พัฒนาได้ยังไงล่ะ?
จอมเวทที่อยู่ข้าง ๆ ก็คิดแบบเดียวกัน
ใคร ๆ ก็รู้ว่าจอมเวทมีพลังโจมตีสูง แต่ต้องใช้เวลารวบรวมพลังตอนร่ายคาถา ช่วงนั้นความเร็วในการเคลื่อนที่ก็จะช้าลงมาก
ถ้ามดพุ่งเข้ามาจะทำยังไงล่ะ?
อะไรนะ? ถามว่านักรบอยู่ไหนเหรอ?
จอมเวทเหลือบมองนักรบที่ถูกมดหลายตัวล้อมไว้จนเอาตัวเองยังแทบไม่รอด แล้วก็เงียบไป
คงต้องพึ่งตัวเองแล้วล่ะ
เธอจึงถูกบังคับให้เรียนรู้...วิชาต่อสู้ระยะประชิด
“ไปให้พ้น!” จอมเวทยกเท้าเตะมดตรงหน้า ออกแรงเต็มที่จนหน้าเบี้ยว “ฉันยังร่ายเวทอยู่ อย่ามาแตะฉันนะ โอ๊ย!”
แน่นอนว่านักบวชก็ไม่ได้ดีกว่ากันเท่าไร
สกิลโจมตีของนักบวชมีไม่มากเท่าจอมเวท พวกเขาต้องหลบฝูงมดที่รุมล้อม ทั้งยังต้องหาโอกาสร่ายเวทรักษาให้เพื่อนร่วมทีมที่บาดเจ็บรอบตัว
เพราะอย่างนั้นพวกเขาจึงต้องเคลื่อนที่ไปมาไม่หยุด
เจอโอกาสแล้ว!
