เจียงหลีเยว่รีบมาถึงหน้าประตูเมือง กำลังจะเป่านกหวีดเรียกซวงหลิง แต่ก็ชะงักไป
คราวก่อนเธอขี่ซวงหลิงเข้าเมือง ก็เรียกคนมามุงดูเสียยกใหญ่แล้ว ถ้าคราวนี้ขี่ไปที่รกร้างหุบผาแยกอีก ไม่รู้จะดึงดูดความสนใจได้มากขนาดไหน
ถ้าถึงตอนนั้นมีผู้เล่นเป็นพรวนไล่ตามเธอจะทำยังไง?
พื้นที่ลับมีให้เข้าไปครอบครองคนเดียวทั้งที ก็ต้องเข้าไปก่อนใครสิ
ไปเองดีกว่า
เธอกลืนเสียงนกหวีดที่กำลังจะเป่าออกไป ซ่อนรหัสประจำตัว แล้วมุ่งตรงไปยังค่ายกลเคลื่อนย้าย
แสงสีขาววาบขึ้น พื้นดินสีแดงชาดก็ปรากฏตรงหน้า
ยามค่ำคืนของที่รกร้างหุบผาแยกดูอ่อนโยนกว่าตอนกลางวัน อย่างน้อยพายุทรายก็ไม่รุนแรงจนลืมตาไม่ขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็อันตรายกว่าเดิม
หน้าผาหินไกลออกไปดูราวกับสัตว์ยักษ์ที่เงียบงันใต้แสงจันทร์ ส่วนรอยแยกที่เห็นได้ชัดเจนในตอนกลางวัน บัดนี้กลับกลืนกลายไปกับพื้นดิน ยากจะสังเกตพบ
“เสี่ยวหลี!”
เจียงหลีเยว่หันไปมอง เห็นร่างคุ้นตายืนอยู่ข้างกาย “พี่อวี่หวย พี่ก็ได้รับข้อความจากพี่ชายแล้วเหรอ?”
“ใช่” ลู่ยวี่หวยลูบคาง “ไม่อยากเชื่อเลยว่าพี่ชายเธอที่ดวงซวยขนาดนั้น จะมีวันที่ค้นพบพื้นที่พิเศษได้ด้วย”
เจียงหลีเยว่แย้ง “พี่ชายไม่ได้ดวงซวยสักหน่อย แค่โชคขึ้น ๆ ลง ๆ นิดหน่อยเท่านั้นเอง!”
ลู่ยวี่หวยทำมือโอเค “อืม ๆ ได้ ๆ พี่ชายเธอไม่ซวยหรอก~ แค่โชคขึ้น ๆ ลง ๆ เอง~~”
ในที่สุดเจียงหลีเยว่ก็เข้าใจแล้วว่าทำไมบางครั้งพี่ชายถึงไม่เคยทำหน้าดี ๆ ใส่พี่อวี่หวยเลย
กวนประสาทชะมัด
ก็เป็นเรื่องปกติของคนเรานั่นแหละ
