เจียงหลีเยว่จับจ้องเมืองจักรกลที่ปรากฏบนม่านแสง แววประหลาดใจวาบผ่านดวงตา
เมืองจักรกลอีกแล้วหรือ?
ก่อนหน้านี้ กัปตันโครงกระดูกเคยบอกให้เธอไปตามหาความทรงจำที่สูญหาย ณ เมืองจักรกล หลังจากมีพลังพอจะพิชิตพื้นที่ระดับเอสเอส
บัดนี้กิ่งไม้ตามรอยสายเลือดยังระบุอีกว่า ป๋อชุ่ยอยู่ในเมืองจักรกลเช่นกัน
เมืองนี้ซ่อนเรื่องอะไรไว้กันแน่....?
ป๋อเจินจ้องกิ่งไม้ที่เปลี่ยนเป็นสีแดงเขม็ง
ความยินดีที่รู้ว่าพี่สาวยังมีชีวิตอยู่ยังไม่ทันจางหาย ก็ถูกคำเตือนสีแดงฉานบนม่านแสงกดทับลงไปกว่าครึ่ง
พื้นที่ระดับเอสเอส.....
นางอยู่ในราชสำนักดับสูญมานานหลายปี ย่อมรู้ดีว่าคำเหล่านี้หมายถึงอะไร
ผู้ทดสอบที่สามารถพิชิตพื้นที่ระดับเอสได้ด้วยตัวคนเดียว นับว่าเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าในดินแดนทดสอบหมื่นเผ่าแล้ว
แต่ช่องว่างระหว่างระดับเอสเอสกับระดับเอสนั้นกว้างราวฟ้ากับเหว
ยิ่งไปกว่านั้น เมืองจักรกลเพิ่งเลื่อนระดับ กฎเกณฑ์และอันตรายภายในกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง
ป๋อเจินขมวดคิ้วแน่น นิ้วมือที่กำกิ่งไม้ตามรอยสายเลือดค่อย ๆ ซีดขาว
ลู่ยวี่หวยเหลือบมองนาง แววเกียจคร้านในดวงตาดอกท้อจางลงเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเตือนเสียงเบา
“อาจารย์ ตกลงกันก่อนนะครับ อย่าคิดจะบุกเข้าไปช่วยคนเดียวเด็ดขาด”
“เมืองจักรกลเลื่อนเป็นระดับเอสเอสแล้ว ขนาดพวกที่อยู่หัวตารางยังไม่กล้าเข้าไปตามใจชอบ อาจารย์เพิ่งออกมาจากราชสำนักดับสูญ ร่างกายก็ยังไม่ฟื้นเต็มที่ ถ้าเข้าไปตอนนี้ก็ไม่ต่างจากเอาชีวิตไปทิ้งหรอกครับ”
คำพูดอาจฟังไม่เข้าหู แต่ก็มีเหตุผล
ป๋อเจินเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนเก็บกิ่งไม้ตามรอยสายเลือดเข้าพื้นที่เก็บของอย่างดี
“ฉันเข้าใจ” เสียงของนางแหบพร่าเล็กน้อย แต่สีหน้ากลับสงบนิ่งแล้ว “ฉันติดอยู่ในราชสำนักดับสูญมาตั้งหลายปี ยังอดทนผ่านมาได้ จะไม่บุ่มบ่ามเอาตอนนี้หรอก”
ก่อนหน้านี้ที่ทรมานใจ ก็เพราะไม่รู้ว่าพี่สาวยังมีชีวิตอยู่หรือไม่
ตอนนี้กิ่งไม้ตามรอยสายเลือดให้คำตอบชัดเจนแล้ว
