ถึงเวลากลับไปยังแดนทดสอบแล้ว
พี่น้องทั้งสามกับเสวียนเย่ก้าวผ่านประตูโลกที่จัตุรัสนครชมจันทร์ กลับมายืนบนพื้นสีทองอร่ามของเมืองหย่งโจ้วอีกครั้ง
ลูกแสงสามดวงเหนือศีรษะยังคงส่องสว่างเจิดจ้า
ผ่านไปเจ็ดวัน เมืองหย่งโจ้วยังคงดูไม่เปลี่ยนแปลง ถนนหนทางยังเต็มไปด้วยผู้คน ครึกครื้นไม่ต่างจากเดิม
ลู่ยวี่หวยเปิดเครื่องสื่อสาร ก่อนกดเข้าไปดูประกาศตั้งค่าหัวอย่างคล่องแคล่ว
เงินรางวัลเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าอีกครั้ง ทำให้ผู้ทดสอบนับไม่ถ้วนเข้ามาต่อแถวแสดงความคิดเห็นกันอย่างบ้าคลั่ง น่าเสียดายที่ไม่มีใครให้ข้อมูลอะไรได้เลย
“จิ๊ คนพวกนี้ยังตื๊อไม่เลิกจริง ๆ” ลู่ยวี่หวยปิดหน้าจอ พลางยิ้มกริ่มลูบคาง “แต่เงินก้อนนี้คงให้ใครไม่ได้แล้วละ ใครจะไปรู้ว่าพวกเราสามคนเป็นคนทำ”
เจียงหลีเยว่ขยี้หัวเสวียนเย่ ก่อนเอ่ยว่า “พี่คะ พี่อวี่หวย พวกเราไปเรือผีอีกครั้งกันเถอะ”
เบาะแสที่ต้าหลีเยว่บอกเธอไว้ เธอจำได้ขึ้นใจมาตลอด
โครงกระดูกเฮงซวยนั่นกล้าฮุบของของเธอไปคนเดียวได้ยังไง!
เรื่องนี้ต้องสะสางให้เรียบร้อย
เจียงมู่อวิ๋นกับลู่ยวี่หวยย่อมไม่มีความเห็นต่าง
กล้าฉวยของสำคัญของเสี่ยวหลีไป เรียกได้ว่ากัปตันเรือนั่นไม่รู้เสียแล้วว่าความตายเขียนอย่างไร
พี่น้องทั้งสามพาเสวียนเย่ตรงไปยังโรงประมูลของเมืองหย่งโจ้ว แล้วควักเงินซื้อบัตรโดยสารเรือผีสี่ใบอย่างไม่ลังเล
หลังรับบัตรโดยสารสีดำที่มีลายสมอเรือสีแดงฉานมา เจียงหลีเยว่ก็ไม่ได้รีบร้อนจะไป แต่เสนอให้เปลี่ยนรูปลักษณ์กันก่อน
“ถ้าไปกันตรง ๆ มันอาจไม่ยอมให้พวกเราขึ้นเรือก็ได้ เราเปลี่ยนหน้าตาแล้วแอบไปกันเถอะ ทำให้มันประหลาดใจสักหน่อย”
เธอยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์
เมื่อเห็นสีหน้าสดใสมีชีวิตชีวาของน้องสาว แววตาเจียงมู่อวิ๋นก็เปี่ยมด้วยความเอ็นดู เขาพยักหน้ารับ “ได้ ฟังเธอ”
