ความวุ่นวายในลิฟต์ยุติลงอย่างรวดเร็ว
ชายชราวิญญาณที่ควบคุมลิฟต์ดึงโซ่ซึ่งอยู่ด้านข้าง กรงเหล็กค่อย ๆ ปิดลง เสียงเคี้ยวที่ดังมาจากด้านในค่อย ๆ ห่างออกไป ก่อนจะเงียบสนิทในที่สุด
เจียงหลีเยว่ละสายตา แล้วก้มมองจานดาวในมืออีกครั้ง
เข็มชี้ทั้งหมดเบนไปทางซ้าย เธอกอดเสวียนเย่แน่นขึ้น แล้วรีบเดินเข้าไปในทางเดินที่มีน้ำขัง
เจียงมู่อวิ๋นกับลู่ยวี่หวยตามหลังมาติด ๆ คอยระแวดระวังรอบตัวตลอดเวลา
ห้องใต้ท้องเรือชั้นล่างซับซ้อนกว่าที่คิดไว้มาก
ทางเดินทอดตัดกันไปมา ผนังและพื้นเต็มไปด้วยรอยแตกร้าวผุพัง น้ำสีดำไหลกระเพื่อมไปตามลำเรือ บางครั้งมือที่มีเกล็ดปลาปกคลุมก็พุ่งโผล่ขึ้นมาจากน้ำอย่างรวดเร็ว หมายจะคว้าข้อเท้าของคนที่เดินผ่าน
เดินไปได้ไม่นาน เข็มบนจานดาวก็พลันหันไปทางด้านหลัง
เจียงหลีเยว่หยุดฝีเท้า “ทิศทางเปลี่ยนแล้ว”
ลู่ยวี่หวยหันกลับไปมอง ทางเดินที่เพิ่งผ่านมาหายไปแล้ว แทนที่ด้วยผนังไม้ซึ่งมีตะขอเหล็กขึ้นสนิมแขวนอยู่เต็มไปหมด
“ห้องใต้ท้องเรือนี่เปลี่ยนตำแหน่งได้ด้วยเหรอ? เล่นกันแรงไปหน่อยไหม”
เขาเดินไปที่ผนัง แล้วยกมือเคาะเบา ๆ
เสียงก้องทุ้มดังมาจากด้านในผนังไม้
ถัดมา ลูกตาเน่าเปื่อยลูกหนึ่งก็เบียดออกมาจากร่องระหว่างแผ่นไม้ จ้องลู่ยวี่หวยเขม็ง
ลู่ยวี่หวยจ้องตากับมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกไม้เท้าเวทขึ้นจิ้ม
ลูกตาระเบิดดังเพี๊ยะ ของเหลวเหม็นคาวกระเซ็นเปื้อนผนัง
“ยังมีพวกโรคจิตชอบแอบดูอีก ซวยจริง ๆ!”
เจียงมู่อวิ๋นเหลือบมองลู่ยวี่หวย แต่ไม่สนใจเขา ก้มลงสำรวจน้ำสีดำในห้องใต้ท้องเรือ
ตัวเรือยังคงแล่นอยู่ตลอดเวลา ทางเดินก็เคลื่อนย้ายไม่หยุด กระแสน้ำบนพื้นเปลี่ยนทิศเป็นระยะ พาผนังห้องใต้ท้องเรือเคลื่อนตามไปด้วย
เจียงหลีเยว่มองเข็มที่หมุนไปมา ก่อนจะหลับตาลง
ตราประทับวิญญาณที่ทิ้งไว้ในร่างเหล่าเจี้ยนกับพวกอยู่ใกล้มาก ราวกับมีแผ่นไม้บาง ๆ กั้นอยู่เท่านั้น
