“เจียงมู่อวิ๋น” กับ “ลู่ยวี่หวย” เล่าภาพที่เห็นหลังประตูให้ทุกคนฟังคร่าว ๆ
คนหนึ่งเห็นฉากชีวิตวัยเด็กที่อยู่กับน้องสาว ส่วนอีกคนเห็นเผ่าพันธุ์แปลกหน้าสังหารกันบนทุ่งรกร้างสีดำ
นอกจากนั้นก็ไม่มีสัตว์ประหลาด และไม่มีกับดักทำงาน
“หลังเปิดประตู ฉันเวียนหัวนิดหน่อย แต่แค่ช่วงสั้น ๆ คงไม่ถึงหนึ่งวินาที”
“ลู่ยวี่หวย” ยกมือขึ้นกดหว่างคิ้ว นึกย้อนถึงความรู้สึกมึนงงเล็กน้อยเมื่อครู่ “ชั้นนี้น่าจะส่งผลกระทบต่อจิตใจ”
“ภาพหลังประตูน่าจะซ่อนเบาะแสไว้ แต่ที่นี่มีประตูเยอะเกินไป เราควรช่วยกันเปิด จะได้มีประสิทธิภาพกว่า”
เขามองประตูไม้ที่เรียงรายแน่นขนัดอยู่สองข้างทางเดินยาว ก่อนเสริมว่า
“แต่ไม่ควรเปิดหลายบานรวดเดียว ฉันเสนอว่าให้แต่ละคนเปิดก่อนคนละสองบาน แล้วกลับมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน พร้อมตรวจดูสภาพจิตใจไปด้วย”
ลู่ยวี่หวยกอดอก เหลือบมองเขาอย่างเกียจคร้าน “วิเคราะห์ได้ไม่เลว พอถูไถกับที่ฉันคิดไว้ได้”
“ลู่ยวี่หวย” ยิ้มไม่ถึงดวงตา “คิดได้แล้วทำไมไม่พูดล่ะ?”
“ก็แค่ช่วยให้ของปลอมได้แสดงฝีมือบ้าง”
“หึ”
ทั้งสองสบตากัน ราวกับมีประกายไฟที่มองไม่เห็นปะทุเปรี๊ยะ ๆ อยู่กลางอากาศ
เจียงมู่อวิ๋นเดินผ่านกลางวงสนทนา สีหน้าไร้อารมณ์ ก่อนเตือนเสียงเย็น “เลิกพูดไร้สาระ ไปเปิดประตู”
เจียงหลีเยว่พยักหน้าเห็นด้วย
มีพี่หวยอยู่ตั้งสองคน คำพูดก็เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า เสียงดังเกินไปจริง ๆ
แม้ทีมอื่นจะอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล แต่ก็จับตาความเคลื่อนไหวทางนี้มาตลอด พอได้ฟังการวิเคราะห์ของ “ลู่ยวี่หวย” ผู้ทดลองจากต่างเผ่าหลายคนก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะแยกย้ายกันไปเลือกประตูไม้เป็นกลุ่มเล็ก ๆ
