เจียงหลีเยว่รีบก้าวเข้าไปหาเจียงมู่อวิ๋นกับลู่ยวี่หวยเช่นกัน
เหล่าผู้ตื่นรู้รอบข้างกำลังพูดคุยกันอย่างตื่นเต้น เสียงอึกทึกครึกโครมช่วยสลายความเย็นเยียบและความเงียบงันของสุสานฝังกระดูกไปได้ไม่น้อย
เจียงมู่อวิ๋นกวาดตามองน้องสาวตั้งแต่หัวจรดเท้าโดยไม่รู้ตัว เมื่อแน่ใจว่านางไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่น้อย ความกังวลในหว่างคิ้วคมเข้มก็คลายลงทันที
ลู่ยวี่หวยยิ้มพลางเดินเข้ามาใกล้ กำลังจะเอ่ยปากพูด
เจียงหลีเยว่ก็ยกมือขึ้น ดึงชายแขนเสื้อของทั้งสองเบา ๆ แล้วลดเสียงเล่าเรื่องที่สืบรู้มาให้ฟังทั้งหมด
“...การ์ดระบุตำแหน่ง? อุปกรณ์ของช่องทางเชื่อมต่อหรือ?” รอยยิ้มตรงมุมปากของลู่ยวี่หวยค่อย ๆ จางหาย ดวงตาดอกท้อก็หรี่ลงตาม
เจียงหลีเยว่พยักหน้า ยังไม่ทันให้ทั้งสองทำความเข้าใจข่าวนี้ นางก็โยนข่าวที่หนักหน่วงยิ่งกว่าออกมา “ภูตบุปผาตัวน้อยที่นำทางให้เราชื่อจื่อหยวน เป็นคนเดียวกับจื่อหยวนที่เราเจอในสนามรบสีชาด”
ดวงตาที่หรี่ลงของลู่ยวี่หวยเบิกกว้างทันที “?”
เจียงมู่อวิ๋นเองก็ชะงักไปชั่วขณะ
“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน...” ลู่ยวี่หวยยกมือขึ้นนวดขมับที่เต้นตุบ ๆ รู้สึกปวดหัวขึ้นมาเล็กน้อย “เส้นเวลานี่มั่วซั่วไปหมดแล้วไม่ใช่หรือ? เราเจอจื่อหยวนที่สนามรบสีชาดก่อนต่างหาก”
เจียงมู่อวิ๋นหลุบตาลง คาดเดาเสียงเบา
“บางทีดันเจี้ยนนี้อาจมีเส้นเวลาเหลื่อมล้ำเหมือนผลึกบันทึกภาพก็ได้”
ลู่ยวี่หวยเม้มปาก ไม่ได้พูดอะไร
สิ่งที่เขากังวลที่สุดไม่ใช่เส้นเวลาที่สับสน
แต่เป็นเรื่องที่ว่า หากผู้บุกรุกพวกนั้นมีการ์ดระบุตำแหน่งกับอุปกรณ์ที่ใช้ข้ามโลกจริง ลานอ้าวจะไม่ตกอยู่ในอันตรายหรือ?
