แสงจันทร์สีแดงเหนือทุ่งรกร้างกระดูกโลหิตยิ่งทวีความสว่างขึ้นเรื่อย ๆ
เสียงกระซิบทางจิตประหลาด ๆ ในอากาศรอบตัวก็ดังขึ้นตามไปด้วย
สามพี่น้องเจียงหลีเยว่กับเสวียนเย่ดูราวกับไม่ได้รับผลกระทบอะไร แต่เหล่าเพื่อนร่วมทีมที่ป๋อเจินพามากลับไม่ไหวแล้ว
พวกเขาไม่มีสายเลือดเผ่าเทพ ทั้งยังไม่มีพลังมรณะคอยคุ้มกาย
เมื่อถูกแสงจันทร์สีแดงสาดส่อง ดวงตาของหลายคนก็เริ่มแดงก่ำ มือที่กำอาวุธสั่นระริก เห็นได้ชัดว่าใกล้จะข่มความคลุ้มคลั่งในใจไว้ไม่อยู่แล้ว
“ที่นี่อยู่ต่อไม่ได้แล้ว” ลู่ยวี่หวยกวาดตามองรอบ ๆ “อาจารย์ สภาพเพื่อนร่วมทีมของคุณไม่ค่อยดี เราหาที่หลบแสงก่อนแล้วค่อยว่ากันเถอะ”
ป๋อเจินเองก็สังเกตเห็นความผิดปกติของเพื่อนร่วมทีม จึงพยักหน้าทันที
เจียงมู่อวิ๋นใช้เถาวัลย์ลากเมิ่งซิวที่ถูกมัดจนเขียวเหมือนบ๊ะจ่างไปด้วย
ทุกคนรีบถอนตัวออกจากหุบเขา แล้วไปพบถ้ำกระดูกสัตว์ขนาดใหญ่ที่มีปากถ้ำปิดล้อมไว้เกือบมิดตรงชายขอบทุ่งรกร้าง
แสงจันทร์สีแดงส่องเข้าไปในถ้ำไม่ได้ เสียงกระซิบทางจิตก็เบาลงมาก
เจียงมู่อวิ๋นยกมือร่ายเวท ม่านน้ำสีฟ้าอ่อนชั้นหนึ่งปิดผนึกปากถ้ำ แยกมลพิษทางจิตจากภายนอกออกไปโดยสิ้นเชิง
เพื่อนร่วมทีมที่เกือบเสียการควบคุมหลายคนถึงได้หอบหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนทรุดตัวลงนั่งกับพื้นอย่างหมดแรง เหงื่อท่วมศีรษะ
“เฮ้อ...รอดแล้ว...”
ลู่ยวี่หวยุ่งเกินกว่าจะสนใจพวกเขา เขาก้าวฉับ ๆ ไปหาเมิ่งซิว แล้วใช้เท้าเขี่ยคนที่นอนหมดสภาพเหมือนโคลน
“เลิกแกล้งตายได้แล้ว ลุกขึ้นมาตอบ”
แขนขาทั้งสี่ของเมิ่งซิวพิการไปหมด เขาเจ็บจนเหงื่อเย็นผุดเต็มหน้า ได้แต่หลับตาแน่นไม่ยอมส่งเสียง
เขาสังหรณ์ใจว่าเรื่องที่รออยู่ข้างหน้าคงไม่ใช่เรื่องดีแน่
