“เวลาเรามีไม่มาก แบ่งหน้าที่กันก่อน” ตู๋หั่วชี้ไปทางเจียงหลีเยว่ด้วยสีหน้าเปี่ยมความมุ่งร้าย “ยัยนี่ให้ฉันจัดการ ส่วนนกกับคนคุมเกม พวกนายจัดการกันเอง”
ชายครึ่งจักรกลครึ่งสัตว์หัวเราะเย็นเสียงแหลม “ให้แกจัดการ? คราวนี้จะล้มเหลวอีกหรือเปล่า ไอ้ขยะ”
“กังปิน แกคิดจริง ๆ หรือว่าฉันไม่กล้าฆ่าแก?” ตู๋หั่วหมดความอดทน หันไปถามชายครึ่งจักรกลครึ่งสัตว์ด้วยสีหน้าอำมหิต
กังปินยักไหล่ข้างที่หุ้มด้วยโลหะหนาหนัก ดวงตาสัตว์ไร้ซึ่งความหวาดกลัว
“ฉันก็แค่พูดไปงั้น ดูแกสิ ร้อนตัวเชียว”
ทั้งคู่คุยกันราวกับไม่มีใครอื่นอยู่ตรงนั้น ประหนึ่งว่าพวกเขาไม่ได้ยืนอยู่ในสนามรบ และคนที่ยืนอยู่ตรงหน้าก็ไม่ใช่ศัตรู แต่เป็นเพียงฉากหลังที่ไม่สำคัญ
ท่าทีดูแคลนนั้นชัดเจนโดยไม่ต้องอธิบาย
แค่ฟังจากคำพูดและดูจากการกระทำก็รู้แล้ว
หญิงสาวผมสีม่วงกับชายที่ซ่อนอยู่ในเงามืดไม่ได้พูดอะไรเลย
ดวงตาสีม่วงเย็นชาของเธอจับจ้องเจียงมู่อวิ๋นกับลู่ยวี่หวย แววตาแฝงการพินิจพิเคราะห์ ก่อนจะเลื่อนมองไปรอบตัวพวกเขาสองรอบแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย
ครู่หนึ่งเธอจึงเอ่ยขึ้น
“ดันเจี้ยนครั้งนี้ ฉันขอสละสิทธิ์”
เธอยกมือขึ้น
ดอกไม้สีม่วงดำที่งอกออกมาจากผิวหนังบริเวณข้อมือสั่นไหวเล็กน้อย ดอกหนึ่งแย้มกลีบออก คายการ์ดแผ่นหนึ่งซึ่งบางราวปีกจักจั่น ขอบการ์ดมีลวดลายซับซ้อนสีทองหม่นไหลเวียนอยู่
คำพูดนั้นทำให้ตู๋หั่วกับกังปินที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ข้าง ๆ ชะงักงันไปทันที
แม้แต่ชายที่ซ่อนตัวอยู่ในเงามืดมาตลอดจนแทบไม่มีใครสังเกตเห็น ก็ยังยื่นใบหน้าซูบผอมซีดเผือดออกมาครึ่งหนึ่งอย่างกะทันหัน มองมาอย่างไม่อยากเชื่อ
“จื่อหยวน เธอบ้าไปแล้วหรือไง!? จะยอมแพ้ตอนนี้เนี่ยนะ? ถ้าผ่านดันเจี้ยนนี้ได้ เราก็จะได้ของที่ต้องการแล้ว เธอกลับมาพูดว่าจะยอมแพ้เอาตอนนี้เนี่ยนะ!?”
