สายลมในส่วนลึกของทะเลดอกไม้ค่อย ๆ สงบลง
ป๋อเจินยกมือเช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้า สูดหายใจเข้าลึก ๆ แล้วกดความเศร้าโศกที่พลุ่งพล่านลงไปในใจ
นางลุกขึ้นยืน จัดเสื้อคลุมผ้าลินินที่ยับเล็กน้อยให้เรียบร้อย ก่อนลูบป้ายหลุมศพ เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเป็นพิเศษว่า “น้องสาว พรุ่งนี้พี่จะมาเยี่ยมเจ้าอีกนะ วันหน้าพี่จะพี่ใหญ่ให้มาเยี่ยมเจ้าด้วยกัน”
พูดจบ นางก็เดินจากไปอย่างอาลัยอาวรณ์ พลางหันกลับมามองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เพิ่งเดินออกมาได้ไม่นาน ป๋อเจินก็สัมผัสได้อย่างเฉียบไวว่าบรรยากาศผิดปกติ
รอยยิ้มสบาย ๆ บนใบหน้าลู่ยวี่หวยหายไปจนหมด คิ้วขมวดแน่น ส่วนเจียงหลีเยว่กับเจียงมู่อวิ๋นที่ยืนอยู่ข้างเขาก็มีสีหน้าไม่สู้ดีเช่นกัน
“เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
ป๋อเจินก้าวเข้าไปหา เส้นผมยาวสีเขียวอ่อนพลิ้วไหวตามย่างก้าว คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเล็กน้อย
ลู่ยวี่หวยเงยหน้ามองอาจารย์ป๋อเจิน น้ำเสียงขรึมต่ำ “เมื่อครู่ได้รับข่าวว่า เมื่อหลายวันก่อนมีผู้บุกรุกลอบเข้ามา”
“ผู้บุกรุก!?” เสียงป๋อเจินสูงขึ้นทันที
“ใช่ น่าจะเป็นพวกที่เคยบุกออร์เดราครั้งนั้น” ลู่ยวี่หวยถอนหายใจ “ไอ้พวกสารเลวนั่นคงตามรอยพิกัดที่หลงเหลืออยู่ในออร์เดราจากคราวก่อน หรือไม่ก็ใช้สิ่งอื่นดมกลิ่นตามมาถึงนี่”
สิ้นเสียง ลมปราณรอบกายป๋อเจินก็พุ่งทะยานขึ้นอย่างฉับพลัน
ความอ่อนโยนที่เคยมีถูกแทนที่ด้วยโทสะราวคลื่นยักษ์และความแค้นที่ฝังลึกถึงกระดูกในชั่วพริบตา
ขอบตาที่แดงอยู่แล้วมีเส้นเลือดฝอยสีแดงฉานปรากฏเต็มไปหมด
“เป็นพวกมัน... พวกมันอีกแล้ว...”
ป๋อเจินกัดฟันแน่น กำหมัดทั้งสองข้าง
ถ้าไม่ใช่เพราะผู้บุกรุกบัดซบนั่นบุกเข้ามา นางกับพี่ใหญ่ก็คงไม่ต้องถูกบีบให้จากบ้านเกิด ก้าวเข้าสู่แดนทดสอบอันตราย แล้วขาดการติดต่อกัน ยิ่งกว่านั้นน้องสาวคนเล็กอย่างป๋อซีก็คงไม่ต้องตายอย่างเดียวดายในวิหาร!
