เสียงร้องโหยหวนดังขึ้น ร่างของซูเสวียนเหมือนว่าวที่ขาดสายป่าน กระแทกลงบนพื้นอย่างแรง
สภาพไม่ต่างจากซูหยาง จันทราโลหิตถูกกระบี่แหลกลาญทะลุทะลวง
เงียบกริบไร้สุ้มเสียง ไม่มีผู้ใดกล้าปริปาก ทุกคนยืนตะลึงมองภาพตรงหน้า
ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน
ว่าซูเฉินจะกล้าลงมือทำลายจันทราโลหิตของท่านใหญ่ เลือดลมสำหรับผู้ฝึกยุทธ์นั้นสำคัญเทียบเท่าชีวิต เมื่อเสียจันทราโลหิตแล้ว ก็ต้องหยุดอยู่แค่ขั้นก่อนสวรรค์ชั่วชีวิต ไม่มีทางสร้างฐานรากได้อีก
“เจ้าจะไม่ใช่คนก็ได้ แต่ซูเฉินข้ามีเส้นตายของตัวเอง”
ซูเสวียนคืออาใหญ่ของเขา เขาไม่ใช่สัตว์อสูรไร้หัวใจ ไม่อาจสังหารคนในครอบครัวตัวเองได้ แต่จะทำลายจันทราโลหิตของซูหยางและซูเสวียนเสีย นี่คือราคาที่ต้องชดใช้จากการมารังควานเขา
ทุกคนถูกขวัญหนีดีฝ่อ ซูเฉินแข็งแกร่งเกินไป แม้แต่ท่านใหญ่ขั้นสร้างฐานรากระดับแปด ก็ยังต้านกระบี่เดียวของซูเฉินไม่ได้ น่ากลัวถึงเพียงนี้เชียว
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ท่านเจ้าบ้านมิได้ยื่นมือออกมาขวาง
“ท่านปู่ ความแค้นระหว่างข้ากับซูฮ่าว จะไม่ลามไปถึงตระกูล ตั้งแต่บัดนี้ ซูเฉินขอเนรเทศตนเอง พ้นจากศิษย์ตระกูลซู อีกครู่ข้าจะจากไป เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับท่านพ่อ โปรดดูแลท่านพ่อด้วย”
เมื่อได้ยินคำนี้ ใบหน้าทุกคนล้วนสะท้านใจ ต่างไม่คิดว่าซูเฉินจะเลือกเนรเทศตนเองออกจากตระกูล
เสียงถอนหายใจดังต่อเนื่อง
อยากรักษาตระกูลเอาไว้ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับตระกูลซูผู้เกรียงไกร กลับไม่มีหนทางใดเลยแม้แต่น้อย
มองเงาร่างที่หมุนกายจากไป ซูหยวนหลับตาลงอย่างทรมาน
กระดูกจักรพรรดิที่เดิมเป็นของซูเฉิน ไม่เพียงถูกซูฮ่าวช่วงชิงไป ยังถูกตระกูลซูข่มขวัญ จนต้องมองหลานชายจากตระกูลไปต่อหน้าต่อตา เขาผู้เป็นปู่กลับได้แต่ยอมรับ
“พาซูเสวียนลงไป ดูแลให้ดี”
“ท่านพ่อ จะให้ซูเฉินเนรเทศตัวเองจากไปจริงหรือ”
“เรื่องนี้ยุติเพียงนี้ สั่งลงไป ห้ามผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องนี้โดยพลการ ผู้ฝ่าฝืนสังหาร”
“ขอรับ”
~~~~~~
ภายในห้องน้ำแข็งเยือกเย็น
ทั้งสี่ด้านล้วนเป็นก้อนน้ำแข็งมหึมา รักษาสภาพเยือกแข็งตลอดเวลา กลางห้องบนก้อนน้ำแข็งยักษ์วางโลงน้ำแข็งไว้ใบหนึ่ง ทั่วทั้งโลงเป็นสีน้ำเงินน้ำแข็ง
ในโลงน้ำแข็งมีชายวัยกลางคนนอนอยู่ ใบหน้างามคล้ายคลึงกับซูเฉินถึงเจ็ดส่วน นอนแน่นิ่งอยู่ราวกับเป็นคนตายที่มีลมหายใจ
ร่างของซูเฉินปรากฏในห้องน้ำแข็ง
มองโลงน้ำแข็งตรงหน้า โดยเฉพาะบุรุษที่นอนอยู่ในโลง เข่าทั้งสองค่อยๆ คุกเข่าลง
“ท่านพ่อ ลูกอกตัญญู ด้วยเหตุผลพิเศษบางอย่าง ลูกได้เนรเทศตนเองออกจากตระกูลแล้ว กำลังจะจากไป”
“สักวันหนึ่ง ลูกจะต้องช่วยให้ท่านพ่อฟื้นตื่น”
ซูจ้าน อดีตยอดฝีมืออันดับหนึ่งแห่งแดนรกร้างตะวันออก ผู้อาจหาญคุกคามทุกตระกูลและทุกสำนัก บัดนี้กลับได้แต่นอนในโลงน้ำแข็ง กลายเป็นคนเป็นที่ตาย
ตระกูลซูลองมาทุกรูปแบบแล้ว ก็ไม่อาจทำให้ซูจ้านฟื้นตื่นได้
ทันใดนั้น!
สายเลือดมังกรช้างภายในร่างซูเฉินเริ่มพลุ่งพล่าน เลือดแก่นมังกรช้างหนึ่งหยดถูกขับออกนอกร่างอย่างเข้มแข็ง หลอมละลายแทรกซึมเข้าไปในโลงน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว
วินาทีถัดมา
ภายในโลงน้ำแข็งแผ่กระแสคลื่นมังกรช้างอันรุนแรง ประหนึ่งคลื่นทะเลที่บ้าคลั่งหลั่งไหลเข้าสู่สมองของซูเฉิน
หลอมรวมเนิ่นนานถึงครึ่งชั่วยาม ซูเฉินจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น
“เก้าอสูรมังกรเก้าอสูรคชสาร!”
ซูเฉินคาดเดาได้ว่า สายเลือดมังกรช้างที่ตนถูกผนึก และเก้าอสูรมังกรเก้าอสูรคชสารที่เพิ่งได้มาจากโลงน้ำแข็ง ต้องมีเบื้องลับที่ไม่มีผู้ใดรู้ น่าเสียดายที่ท่านพ่อกลายเป็นคนเป็นที่ตาย ไม่อาจบอกเล่าแก่ตนได้
เสียงฝีเท้าดังขึ้น
ซูหยวนเดินเข้ามา มองหลานชายที่คุกเข่าอยู่หน้าโลงน้ำแข็ง สะเทือนใจจนต้องถอนหายใจลึก
“เฉินเอ๋ย ข้าได้ติดต่อกับท่านอธิการวิทยาลัยแดนรกร้างตะวันออกแล้ว ด้วยที่เมื่อปีนั้นบิดาของเจ้ามีบุญคุณต่อวิทยาลัย เจ้าจึงสามารถไปฝึกบำเพ็ญที่วิทยาลัยแดนรกร้างตะวันออกได้ แม้แต่ตระกูลซูก็ไม่กล้าล่วงเกิน”
มองป้ายหยกที่ท่านปู่ยื่นให้ บนนั้นจารึกอักษร ‘วิทยาลัยแดนรกร้างตะวันออก’ ซูเฉินมิได้ปฏิเสธ
เขาเข้าใจความหมายของท่านปู่ดี ต้องเสาะหาที่พักพิงอันแข็งแกร่ง จึงจะสร้างเวลาให้ตนฝึกฝน มีพลังกลับไปล้างแค้นตระกูลซู
“นี่คือสัญญาหมั้นหมาย ข่าวของเจ้าได้แพร่ไปถึงราชวงศ์แล้ว ตระกูลจี้แห่งราชวงศ์ต้องการถอนหมั้น”
รับป้ายหยกและสัญญาหมั้นมา แววตาของซูเฉินเหือดเย็นลงในทันที
ตระกูลจี้แห่งราชวงศ์แผ่นดินกระจก เมื่อปีนั้นเห็นบิดาของเขาเกรียงไกรไปทั่วแดนรกร้างตะวันออก จึงส่งคนมารบเร้าขอผูกสัมพันธ์ครั้งแล้วครั้งเล่า
บัดนี้เมื่อกระดูกจักรพรรดิของตนถูกพราก หนำซ้ำยังถูกตระกูลซูข่มขวัญ ตระกูลจี้แห่งราชวงศ์จึงทนไม่ไหว เลือกถอนสัญญาหมั้นหมาย
อยากถอนหมั้นงั้นหรือ?
ซูเฉินลุกขึ้นยืน โยนทั้งป้ายหยกและสัญญาหมั้นเข้าไปในแหวนมิติ
ถึงจะถอนหมั้น ก็ต้องเป็นตนเป็นฝ่ายถอน หาใช่ตระกูลจี้
มองหลานชายที่หมุนกายเตรียมจะจากไป จู่ๆใบหน้าของซูหยวนก็ซีดเซียว อยากจะเอ่ยปาก แต่คำพูดถึงริมฝีปากกลับกล้ำกลืนฝืนข่มไว้ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร เพราะเป็นตนที่ผิดต่อเฉินเอ๋ย
ไม่รอรีอีกต่อไป ซูเฉินจากตระกูลไป
เตรียมตัวตรงไปยังวิทยาลัยแดนรกร้างตะวันออก ต้องหาเวลาฝึกฝนให้ได้
ในฐานะวิทยาลัยอันดับหนึ่งแห่งแดนรกร้างตะวันออก
อำนาจของวิทยาลัยนั้น แม้แต่ตระกูลซูก็ยังไม่กล้าเผชิญหน้าโดยตรง เชื่อว่าตระกูลซูคงไม่ยอมเพื่อซูฮ่าว มาสู้รบห้ำหั่นกับวิทยาลัยแดนรกร้างตะวันออกจนเป็นตายไปข้างหนึ่ง
ถนนที่คลาคล่ำ เสียงร้องขายดังไปทั่ว
แต่ซูเฉินไม่มีจิตใจชมภาพความคึกคัก
“อ้าว นี่ไม่ใช่ยอดอัจฉริยะซู ผู้เลื่องชื่อแห่งแผ่นดินกระจกของเราหรอกหรือ”
เสียงเหน็บแนมดังขึ้น คนหนุ่มนับสิบคนเดินกรีดกรายเข้ามาด้วยรอยยิ้มเหี้ยม ต่างมองซูเฉินด้วยสายตาอาฆาต
“ไสหัวไป!”
ซูเฉินจะจำคนพวกนี้ไม่ได้ได้อย่างไร ล้วนเป็นศิษย์ของตระกูลต่างๆในแผ่นดินกระจก เมื่อก่อนคือหมาที่คอยเดินตามหลังเขา บัดนี้เมื่อได้ยินว่าจันทราโลหิตของตนถูกทำลาย ก็กระโดดออกมาเห่าหอน
“หืม? ยอดอัจฉริยะซู จันทราโลหิตก็ถูกคนทำลายแล้ว ยังกล้าโอหังอีกหรือ เชื่อไหมข้าจะเหยียบเจ้าด้วยเท้าข้างเดียวให้ตายคาที่ ตระกูลซูของเจ้าก็ไม่กล้าโผล่หัวออกมาหรอก”
“คุกเข่าลง แล้วร้องสักสองที ให้พวกข้าสะใจ พวกเจ้าก็จะรอดตัวไป มิเช่นนั้น อีกประเดี๋ยวเจ้าจะต้องกลับบ้านในสภาพหัวหมูแน่”
สายตาเหือดเย็นของซูเฉินไม่ได้ทำให้คนนับสิบนั้นหวาดหวั่นเลย จันทราโลหิตถูกทำลายแล้วจะมีพลังอะไรได้ การดูถูกอดีตอัจฉริยะ ความรู้สึกนั้นช่างสะใจนัก
“ยอดอัจฉริยะซู ไม่ยอมจำนนหรือ? ได้ ข้ายืนอยู่ตรงนี้ มีฝีมือก็มาตีข้าสิ”
คนหนึ่งเดินตรงมาข้างหน้าซูเฉิน จับหมัดของซูเฉินขึ้นมาทุบหน้าตัวเอง พลางยั่วเย้าไม่หยุด คะเนแน่ว่าอีกฝ่ายไม่กล้า จึงเหิมเกริมถึงเพียงนี้
ผู้คนที่มุงดูรอบข้าง ส่งเสียงถอนหายใจกันระงม
ใครๆก็คิดได้ว่า
อดีตยอดอัจฉริยะอันดับหนึ่งแห่งแผ่นดินกระจก ซูเฉินแห่งตระกูลซูจะตกต่ำถึงเพียงนี้ ถูกคนดูหมิ่นก็มิอาจปริปาก
นี่แหละคือความจริงอันโหดร้าย
“ข้าจะสนองความต้องการของเจ้า”
หึ่ง!
เสียงกระบี่กึกก้องพุ่งพรวดจากร่างของซูเฉิน เหนือศีรษะพลันรวมตัวเป็นจันทราโลหิตกระบี่ ทำให้ทุกคนโดยรอบตื่นตกใจ ยังไม่ทันตั้งตัว
ซูเฉินได้ร่ายเคล็ดกระบี่ ผสานเข้าไปในจันทราโลหิตกระบี่
กระบวนกระบี่เกรียงไกรแน่นขนัดพวยพุ่งกระจายออก โจมตีเข้าใส่ทุกคนโดยไม่เลือกหน้า ไม่มีผู้ใดต้านได้เลย กลิ่นคาวเลือดที่แสบจมูกบอกทุกคนว่า ภาพที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้เป็นความจริง
หนึ่งกระบี่กวาดล้างคนนับสิบที่ยั่วเย้า ช่างเกรียงไกรยิ่งนัก!