ทั้งสามขับรถมุ่งหน้าไปยังตึกร้างชานเมืองอีกครั้ง
เวลานี้เป็นกลางวันแสก ๆ แดดจ้าร้อนระอุ เส้นกั้นเขตที่ขึงไว้เมื่อคืนถูกลมพัดจนแถบผ้าสะบัดส่งเสียงดัง
“ทำไมตึกนี้ตอนกลางวันดูหลอนกว่าตอนกลางคืนอีกล่ะ?” หลินเฟิงแหงนหน้ามองยอดตึก
หยางจั่วยังคงนำตำรวจตรวจสอบที่เกิดเหตุอยู่ พอเห็นพวกเขามาถึง ก็แตะไหล่เพื่อนร่วมงานข้างกาย ก่อนวิ่งตรงมาหา
ถังกั่วถามขึ้นก่อน “มีเบาะแสหรือยัง?”
สีหน้าหยางจั่วดูไม่ค่อยดีนัก เขาตอบว่า “คนของเราตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ตอนนี้พบปัญหาแค่ที่ชั้นสอง ผนังตรงนั้นเหมือนถูกคนทุบแล้วก่อปิดขึ้นใหม่”
ถังกั่วขมวดคิ้วทันที
อย่างนั้นก็อาจไม่เกี่ยวข้องกับทีมช่างตกแต่งที่เคยทำงานในตึกนี้
ที่นี่ถูกทิ้งร้างมานานกว่ายี่สิบปี ใครจะเข้ามาก็ได้ เมื่อยี่สิบปีก่อนกล้องวงจรปิดยังไม่แพร่หลาย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสถานที่ห่างไกลผู้คนอย่างที่นี่
ถังกั่วใช้ลิ้นดุนกระพุ้งแก้ม พยักหน้าแล้วพูดว่า “ได้ พวกคุณตรวจต่อไป ฉันจะพาคนไปสอบถามชาวบ้านก่อน”
หยางจั่วพยักหน้า แล้วหันกลับไปตรวจสอบต่อ
ทั้งสามหันหน้าไปยังหมู่บ้านใกล้ ๆ แล้วแยกกันสอบถาม เพื่อให้ทำงานได้รวดเร็วขึ้น
จนกระทั่งห้าโมงเย็น ทั้งสามจึงมาพบกันที่คันนาตรงปากหมู่บ้าน ถังกั่วเช็ดเหงื่อบนใบหน้าแล้วถามว่า “เป็นยังไงบ้าง มีเบาะแสไหม?”
กู้ไค้เลียริมฝีปากที่แห้งผากแล้วส่ายหน้า “ผ่านมานานเกินไปแล้ว คนแก่ก็เลอะเลือน ส่วนคนวัยสามสิบสี่สิบก็ออกไปทำงานต่างถิ่นกันหมด ไม่มีใครอยู่บ้าน ถามอะไรไม่ได้เลย”
สีหน้าถังกั่วเคร่งขรึมลง ก่อนจะหันไปมองหลินเฟิง
