หวังฟู่อยู่บนภูเขามาทั้งวันทั้งคืน จิตใจแบกรับความกดดันมหาศาล ตอนเข้ามอบตัวเขาดูเหม่อลอย มองตำรวจด้วยสายตาเฉื่อยชาแต่ก็หวาดหวั่น
ในห้องสอบสวน กู้ไค้กับเว่ยรั่วเฟยจ้องหวังฟู่อยู่นาน จนขาทั้งสองข้างของเขาสั่นขึ้นมาเองโดยไม่รู้ตัว กระทั่งกุญแจมือยังสั่นจนส่งเสียงดัง
ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหว พูดเสียงสั่นว่า “ผม...ผมจะบอกทุกอย่าง ขออย่าให้ผมต้องโทษประหารได้ไหมครับ?”
กู้ไค้หัวเราะเยาะ วางมือประสานกันไว้หน้าโต๊ะ “ลองเล่ามาสิ คุณกับผู้ตายมีเรื่องบาดหมางอะไรกัน?”
ใครจะคิดว่าหวังฟู่กลับตอบว่า “ไม่มีครับ”
“ไม่มี แล้วทำไมถึงลงมือโหดเหี้ยมขนาดนั้น?” เว่ยรั่วเฟยโยนภาพถ่ายศพของผู้ตายใส่หน้าหวังฟู่ อีกฝ่ายตกใจจนปัดภาพออกห่างจากตัว
เขาพูดอย่างหวาดกลัวว่า “ผม...ผมไม่รู้จักเขาจริง ๆ ที่ฆ่าเขาเพราะว่า...”
เขาแอบเหลือบมองตำรวจสองคนตรงหน้าอย่างระมัดระวัง ก่อนก้มหน้าพูดตะกุกตะกักว่า “ผมอยากหาเงินกลับไปซ่อมบ้านที่บ้านเกิด แต่ผมออกไปทำงาน เดือนหนึ่งได้แค่ไม่กี่พัน ยังต้องกินต้องใช้ เลยเก็บเงินไม่อยู่ แล้วผมก็คิดว่า...”
กู้ไค้ขึ้นเสียง “คิดอะไร!?”
“...ผมอยากเป็นนักฆ่า”
“......”
กู้ไค้กับเว่ยรั่วเฟยรู้สึกว่าคำพูดนี้ชวนพิกลและเหลือเชื่ออยู่ไม่น้อย แต่หวังฟู่มีสีหน้าจริงจัง แถมยังภาคภูมิใจกับอาชีพนี้ด้วย
เขาพูดว่า “ผมดูหนังกับอ่านนิยายมาหลายเรื่อง พวกนักฆ่าเก่งกันมาก แถมยังหาเงินได้เยอะ ผมเลยคิดว่าจะลงมือทำเรื่องใหญ่สักครั้ง ฉายาในวงการผมก็คิดไว้แล้วด้วย เรียกว่า ‘หวังฟู่นักฆ่าจอมครวญ’!”
เว่ยรั่วเฟยขมวดคิ้วแน่น พลางพยักหน้าเหมือนกำลังตั้งใจฟัง จากนั้นก็ยกมือปิดปากที่กลั้นหัวเราะไม่อยู่ แล้วหันไปมองกู้ไค้ แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายยังกลั้นไหวจริง ๆ
