ทั้งสามคนต่างฟังออกถึงความหมายแฝงในคำพูดนั้น
ถังกั่วคีบก๋วยเตี๋ยวเส้นเล็กกินไปเรื่อย ๆ พลางเงยหน้าถามต่อว่า “อู่เยว่ซนมากเหรอคะ”
“โธ่เอ๊ย ถ้าแค่ซนก็ดีสิ”
เจ้าของร้านดูเหมือนมีเรื่องอยากพูดอีกมาก แต่พอลุกขึ้นยืนก็ระแวดระวัง มองไปรอบ ๆ ราวกับกำลังยืนยันว่าไม่มีใครแอบฟังอยู่ ถึงค่อยขยับเข้ามาใกล้โต๊ะของพวกเขา
เขาพูดเสียงเบาว่า “เด็กคนนั้นหัวแข็งมาตั้งแต่เล็ก ที่บ้านเสียเงินส่งไปเรียนอะไร เขาก็เรียนไม่สำเร็จสักอย่าง แค่วิทยาลัยยังสอบไม่ติดเลย พี่ชายเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำได้ หลังจากนั้นก็เอาแต่แบมือขอเงินแม่กินไปวัน ๆ คุณว่าเป็นพี่น้องกันแท้ ๆ ทำไมถึงต่างกันขนาดนี้นะ”
ถังกั่วทำสีหน้าเห็นอกเห็นใจ ก่อนแสดงท่าทางเกินจริงว่า “จริงเหรอคะ เขาทำแบบนั้นได้ยังไงกัน”
เธอใส่ใจความรู้สึกของอีกฝ่ายอย่างเต็มที่ เจ้าของร้านจึงยินดีพูดต่อ
“อย่างตอนที่สองสามีภรรยาตระกูลอู่หายตัวไปครึ่งปี อู่เฉาถึงกับลาออกจากงานเงินเดือนสูงที่เฉิงตูแล้วกลับมาตามหาพ่อแม่ ส่วนอู่เยว่น่ะ ถ้าพี่ชายไม่คอยเร่ง ก็คงไม่ยอมออกไปตามหาเลย”
ไม่ยอมออกไปตามหาเหรอ
ถังกั่วจับสังเกตได้ทันทีว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
ถ้าก่อนหน้านี้แค่บอกว่าอู่เยว่ขี้เกียจ ไม่เอาถ่าน ก็ยังไม่ได้แปลว่าอะไร
แต่อู่เยว่ร้องไห้ฟูมฟายตอนอยู่ที่สถานีตำรวจ พอลับหลังกลับไม่คิดจะตามหาพ่อแม่เลย งั้นตอนอยู่ที่สถานีตำรวจก็แสดงละครสินะ
พอเห็นสีหน้าถังกั่วเปลี่ยนไป เจ้าของร้านก็รู้ตัวว่าพูดมากเกินไป จึงหัวเราะแห้ง ๆ พลางยกมือปิดปาก แล้วถอยกลับเข้าไปทำงานในครัว
