หน้าประตู
เฉิงอวิ้นเหอ มารดาของกู้หมิง มองใบหน้าเย็นชาจนแทบแช่แข็งผู้คนของลูกชาย โดยไม่แม้แต่กะพริบตา
มุมปากของเธอประดับรอยยิ้มอ่อนโยนอย่างพอดิบพอดี สายตาเลยผ่านไหล่ของกู้หมิงไป กวาดมองการตกแต่งภายในห้องอย่างรวดเร็วและแม่นยำ บนโซฟาในห้องนั่งเล่นมีเสื้อคลุมไหมพรมบางสำหรับผู้หญิงพาดไว้อย่างไม่ใส่ใจ บนโต๊ะกลางมีแก้วสองใบ ใบหนึ่งสีดำ อีกใบสีชมพู ส่วนทางห้องครัวมีจานชามที่เพิ่งล้างเสร็จวางสะเด็ดน้ำอยู่บนชั้นตะแกรงให้เห็นราง ๆ
รายละเอียดเหล่านั้นแวบผ่านความคิดของเธอไม่ถึงสองวินาที ก็ถูกนำมาประมวลเป็นข้อสรุปที่ครบถ้วนแล้ว
เธอไม่ได้สนใจคำทักทายเปิดฉากอันเต็มไปด้วยความเป็นปรปักษ์ของกู้หมิง
พูดตามตรง เธอชินกับท่าทีแบบนี้ของลูกชายแล้ว
ตั้งแต่พิธีบรรลุนิติภาวะตอนอายุสิบแปดที่เขาพูดว่า ‘พวกคุณกลับไปได้แล้ว ผมอยู่คนเดียวได้’ ตลอดสี่ปีในมหาวิทยาลัยที่ทุกสายโทรศัพท์คุยกันไม่เกินสามสิบวินาที ไปจนถึงข้อความเย็นชาที่มีแต่เรื่องธุระ และบางครั้งก็แทรกคำพูดเหน็บแนมไว้สองสามประโยค
เฉิงอวิ้นเหอรู้จักลูกคนนี้ดีเกินไป
ยิ่งใส่ใจเรื่องไหน ก็ยิ่งดุร้ายกับเรื่องนั้น
ยิ่งดุ ก็ยิ่งแปลว่าใส่ใจ
และตอนนี้เขาก็ยืนขวางอยู่หน้าประตู ด้วยท่าทีประมาณว่า ‘อย่าเข้ามายุ่ง’ ปิดทางเข้าไว้เสียมิดชิด
เฉิงอวิ้นเหอยิ้มบาง ๆ อยู่ในใจ
