หลายปีต่อมา ฤดูใบไม้ร่วงของจิงซื่อมาถึงเร็วกว่าจิ่นเฉิง
ต้นเดือนตุลาคม ต้นแปะก๊วยสองฟากถนนฉางอานเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ใบไม้รูปพัดสีทองหมุนคว้างปลิดปลิวตามสายลม ปูเต็มร่องอิฐทุกตารางนิ้วบนทางเท้า
เป็นปีที่สามหลังจากไป๋จือจือกับฟู่เสวี่ยเยี่ยนเรียนจบมหาวิทยาลัย
ทั้งคู่ไปจดทะเบียนสมรสกันอย่างเงียบ ๆ ที่จิงซื่อ
ไม่ได้ประกาศให้คนนอกรู้
ไม่ได้จัดงานแต่งงานใหญ่โต
เชิญเพียงญาติสนิทมิตรสหายของทั้งสองครอบครัวมากินเลี้ยงกัน
ซ่งเหยานั่งแถวแรกในห้องจัดเลี้ยง ร้องไห้ตั้งแต่ต้นจนจบ ใช้กระดาษทิชชูไปตั้งหลายห่อ
ลู่เหยี่ยนกับหลี่เจี๋ยก็มาด้วย
ลู่เหยี่ยนสวมสูทสีฟ้าอ่อน เดินไปเดินมาในห้องจัดเลี้ยงจนถูกคุณน้าสามคนถามว่า “หนุ่มคนนี้เป็นเจ้าบ่าวหรือเปล่า” เขาอธิบายอยู่นานว่า “ไม่ใช่ครับ ไม่ใช่ เจ้าบ่าวอยู่ทางนั้น” ก่อนจะชี้ไปยังฟู่เสวี่ยเยี่ยนที่กำลังก้มหน้ากระซิบกับไป๋จือจืออยู่ตรงมุมห้อง
ฟู่เสวี่ยเยี่ยนสวมสูทสั่งตัดสีดำ ทรงเนี้ยบเฉียบคมราวกับคมดาบ ขับรูปร่างสูง 185 เซนติเมตรของเขาให้ดูราวกับนายแบบที่ก้าวออกมาจากหน้าปกนิตยสาร
ไป๋จือจือสวมชุดแต่งงานสีขาวเรียบง่ายแบบเกาะอก เผยให้เห็นไหปลาร้าอันงดงามและลำคอระหงราวหงส์ ผมยาวสีดำที่ดัดเป็นลอนอ่อน ๆ เกล้าหลวม ๆ เป็นมวยต่ำไว้ด้านหลัง ใบหูประดับต่างหูรูปดาวสีเงินคู่นั้น
เธอเปลี่ยนเครื่องประดับมาแล้วหลายชิ้น แต่ต่างหูคู่นั้นไม่เคยเปลี่ยนเลย
หลังแต่งงาน
ฟู่เสวี่ยเยี่ยนเข้ารับช่วงกิจการทั้งหมดของตระกูลฟู่อย่างเป็นทางการ
ภายในปีเดียว เขาทำให้ทรัพย์สินของตระกูลฟู่เพิ่มมูลค่าขึ้นเป็นหลักล้านล้าน
ตั้งแต่อสังหาริมทรัพย์ เทคโนโลยี การเงิน ไปจนถึงพลังงานใหม่ ฟู่เสวี่ยเยี่ยนจัดโครงสร้างเครือข่ายธุรกิจของตระกูลฟู่ขึ้นใหม่ด้วยประสิทธิภาพและสายตาเฉียบคมที่แทบจะบดขยี้คู่แข่ง
เมื่อคนในแวดวงธุรกิจเอ่ยถึงชื่อเขา น้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความยำเกรงอันซับซ้อน
หนุ่มรุ่นใหม่ เย็นชา เด็ดขาด ไม่เคยพูดพร่ำทำเพลง
ไม่ต่างจากตอนเรียนมัธยมปลายเลย
เพียงแต่สนามรบเปลี่ยนจากห้องเรียนเป็นห้องประชุม จากข้อสอบเป็นสัญญา และจากที่หนึ่งของระดับชั้นเป็นผู้นำของวงการ
ส่วนไป๋จือจือเองก็ไม่ได้อยู่นิ่งเฉย
