สมองของสวี่หลานหมุนเร็วจี๋ ทว่าสีหน้ากลับเปลี่ยนไปมาภายในเวลาเพียงชั่ววินาที จากงุนงงเป็นตกตะลึง แล้วกลายเป็นเจ็บปวด ราวกับไล่เรียงอารมณ์ได้อย่างลื่นไหลเหมือนซ้อมมานับล้านครั้ง
“หวยจื่อ!” สวี่หลานเอ่ยขึ้นอีกครั้ง น้ำเสียงสั่นเครืออย่างที่จงใจปั้นแต่ง ดวงตาแดงก่ำให้เห็นชัดในพริบตา “คุณ...คุณทำเรื่องแบบนี้ได้ยังไง?! พวกคุณ...ให้ตายเถอะ!”
เธอยกมือปิดปาก สีหน้าเจ็บปวดราวกับทนมองภาพตรงหน้าไม่ไหว
บรรดานักข่าวด้านหลังตื่นเต้นราวกับฉลามได้กลิ่นคาวเลือด เสียงชัตเตอร์ยิ่งดังถี่ขึ้น
เรื่องที่ตระกูลไป๋กับตระกูลเจียงจะเกี่ยวดองกันยังอยู่ในช่วงเก็บเป็นความลับ แต่เรื่องที่ไป๋จือจือชอบเจียงหวยจื่อนั้นเลื่องลือไปทั่วทั้งเมืองแล้ว
“ประธานเจียงครับ! เรื่องนี้เป็นมายังไงครับ?”
“คุณหนูไป๋คะ คุณกับประธานเจียงมีความสัมพันธ์กันอย่างไรคะ?”
“คุณนายสวี่คะ คุณทราบเรื่องนี้มาก่อนหรือเปล่าคะ?”
“...”
แสงแฟลชวาบขึ้นไม่หยุด ส่องห้องทั้งห้องจนสว่างจ้า ราวกับเวทีที่ถูกเปิดโปงใต้แสงสปอตไลต์
ไป๋จือจือนั่งนิ่งอยู่กลางแสงไฟ
เธอมองการแสดงของสวี่หลาน มุมปากเม้มขึ้นเล็กน้อย แววตาฉายแววเยาะหยันบางเบา
ฝีมือการแสดงไม่เลว แต่ก็หลอกได้แค่คนนอกที่ไม่รู้เรื่องเท่านั้น
เจียงหวยจื่อที่ยืนอยู่หน้าประตูหน้าต่างบานใหญ่เดินเข้ามา บรรยากาศในบริเวณห้องนั่งเล่นพลันเปลี่ยนไป
ส่วนสูงหนึ่งร้อยแปดสิบเก้าเซนติเมตรประกอบกับรัศมีเย็นชาหนักอึ้ง แม้เจียงหวยจื่อเพิ่งหลุดพ้นจากฤทธิ์ยาและสภาพยังไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ยังแผ่แรงกดดันจนไม่มีใครกล้าสบตา
