โหวหมีและจูจวีถูกคำว่า “ไสหัวไป” คำนั้นกระแทกใส่จนใบหน้าแดงก่ำ ร่างสั่นเทิ้ม
“เจ้า...”
โหวหมีเดือดดาลจนไม่สนใจมารยาทอีกต่อไป เขาชี้หน้าหลี่อานเซิงแล้วตวาดลั่น “บุตรพ่อค้าต่ำช้า หยาบคายไร้มารยาท! มีแต่กลิ่นเงินทอง ทว่าในท้องกลับว่างเปล่า!”
จูจวีเองก็รู้สึกว่าหลี่อานเซิงกำลังหยามตน แววตาพลันดุดัน ครั้นคิดว่าคงไม่มีอะไรเสียหายไปกว่านี้แล้ว จึงเอ่ยออกมาอย่างไม่ไว้หน้า
“เจ้าคิดจริงหรือว่าเรื่องที่ใช้เงินสามแสนตำลึงซื้อฮุ่ยหยวนจะไม่มีใครล่วงรู้? เรื่องนี้แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวงแล้ว! เจ้ามีสิทธิ์อันใดมาผยอง รอให้การสอบหน้าพระที่นั่งสิ้นสุดลง ฝ่าบาทย่อมสั่งริบทรัพย์และล้างตระกูลหลี่ของเจ้า!”
“ริบทรัพย์และล้างตระกูล...”
หลี่อานเซิงพึมพำคำทั้งสี่ ก่อนยิ้มเยาะ แล้วใช้พัดพับเคาะไหล่ตนเองอย่างเกียจคร้าน
สายตาของเขากวาดผ่านคนทั้งสองที่กำลังกระทืบเท้าด้วยความโกรธ แล้วเหลือบมองผู้คนรอบข้างที่กำลังชมเรื่องสนุก
“เสี่ยวลิ่ว” หลี่อานเซิงเอ่ยเสียงเรียบ
“ขอรับ!”
จางเสี่ยวลิ่วผู้มีร่างกำยำก้าวออกมารับคำทันที
หลี่อานเซิงเชิดคางไปทางคนทั้งสองเล็กน้อย “พวกมันกล้าสาปแช่งข้า จับโยนลงน้ำไป”
สิ้นคำ บรรยากาศทั่วทั้งงานพลันเงียบงัน
สีหน้าของโหวหมีและจูจวีแข็งค้างในพริบตา
“เจ้ากล้าหรือ! บิดาข้าเป็นหลางจงกรมโยธา!”
“ที่นี่มีผู้คนมากมาย อีกทั้งยังเป็นงานชุมนุมกวี เจ้า...”
ทั้งสองยังพูดไม่ทันจบ จางเสี่ยวลิ่วก็ลงมือแล้ว
ร่างสูงใหญ่ดุจหอเหล็กก้าวพรวดเข้ามา มือซ้ายมือขวาคว้าจับอย่างว่องไว ประหนึ่งเหยี่ยวตะครุบลูกไก่ เขาหิ้วคนละคนจนเท้าลอยพ้นพื้น
