ม่านรถม้าถูกเปิดออก ซูชิงยวนลงจากรถโดยมีสาวใช้ชื่ออวิ๋นจู๋ประคอง
ทันทีที่นางยืนได้มั่นคง ม่านหน้าต่างรถม้าฝั่งหลี่อานเซิงก็แง้มออกเช่นกัน เผยให้เห็นใบหน้าครึ่งซีกของเขา
ซูชิงยวนหันกลับไป รอยยิ้มบางเบาปรากฏตรงมุมปาก
“เรื่องสำคัญชั่วชีวิตเช่นนี้ ข้าต้องปรึกษาท่านพ่อก่อน”
หลี่อานเซิงพยักหน้า พลางส่งสัญญาณให้จางเสี่ยวลิ่วซึ่งนั่งอยู่บนคานรถม้า รถม้าค่อย ๆ หันกลับ ก่อนเลี้ยวหายไปตรงหัวมุมถนน
นางเพิ่งก้าวไปยังประตูจวน อวิ๋นจู๋ที่อยู่ข้างหลังก็ตามมาทัน ในที่สุดก็อดพร่ำเตือนติด ๆ กันไม่ได้ว่า “คุณหนู อย่าได้เชื่อคำพูดของเจ้าสำราญผู้นั้นเด็ดขาด เขาเป็นคนหลอกลวง ปากหวานก้นเปรี้ยว ไม่มีคำพูดดี ๆ สักประโยค”
ม่านรถม้าไม่ได้กันเสียงนัก บทสนทนาในรถนั้นนางกับจางเสี่ยวลิ่วได้ยินจากข้างนอกอยู่คร่าว ๆ นางจึงรู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเพราะเจ้าสำราญแซ่หลี่ผู้นั้นหลอกล่อคุณหนูของตน
คุณหนูช่างไร้เดียงสาเกินไปแล้ว!
ซูชิงยวนเพียงยิ้ม ไม่ได้กล่าวอะไร หลี่อานเซิงหลอกนางหรือไม่ นางรู้แก่ใจ
“เจ้ากลับไปเตรียมน้ำร้อนที่เรือนก่อน”
หลังจากส่งอวิ๋นจู๋ที่พร่ำไม่หยุดกลับไป ซูชิงยวนก็ยกชายกระโปรง พลิกกายเดินไปยังห้องหนังสือ
ยามนี้ท่านพ่อน่าจะอยู่ในห้องหนังสือกระมัง!
……
เสียงเคาะประตูห้องหนังสือดังขึ้นเบา ๆ
“เข้ามา”
ซูชิงยวนถือถ้วยน้ำแกงเม็ดบัวที่เพิ่งตุ๋นเสร็จเดินเข้าไป
ใต้แสงตะเกียง ซูถิงยวนกำลังก้มหน้าอ่านสำนวนคดีจำนวนมาก คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น พอเห็นว่าเป็นบุตรสาว สีหน้าเคร่งเครียดก็คลายลงทันที
