“เป็นไปไม่ได้”
ซูชิงยวนส่ายหน้าทันที แม้ค่ำคืนนี้นางจะได้ประจักษ์ถึงพรสวรรค์และบุคลิกสง่างามของหลี่อานเซิง จนความประทับใจที่มีต่อเขาและตระกูลหลี่เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
กระทั่งซูชิงยวนเองก็รู้ดีว่าตนรู้สึกสนใจและมีใจให้หลี่อานเซิงอยู่บ้าง
ทว่าหลายปีที่ร่ำเรียนมามิได้สูญเปล่า ซูชิงยวนมิใช่สตรีที่มัวเมาในความรัก นางเข้าใจแจ่มแจ้งว่าตนกับหลี่อานเซิงไม่มีทางเป็นไปได้
ไม่ต้องเอ่ยถึงว่าทั้งสองตระกูลเป็นศัตรูทางการเมืองในราชสำนัก เพียงอคติและความรังเกียจที่บิดาของนางมีต่อพ่อค้า ก็ทำให้ทั้งคู่ไม่มีวันครองคู่กันได้
หลี่อานเซิงคาดการณ์เรื่องนี้ไว้แล้ว เขาเพียงยักไหล่ “เช่นนั้นก็ช่างเถิด”
เขาเอนกายพิงเบาะอย่างเกียจคร้าน “ถึงยามนั้น หากตระกูลซูถูกริบทรัพย์ แล้วคุณหนูถูกเนรเทศ ด้วยเห็นแก่ที่คืนนี้เราโดยสารรถม้าคันเดียวกัน ข้าอาจไปส่งเจ้าสักระยะ”
ซูชิงยวนสูดลมหายใจลึก อกอิ่มขยับขึ้นลง ก่อเกิดระลอกคลื่นที่มองไม่เห็นในอากาศ
จากนั้นนางก็แค่นเสียงเย็นชา โต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้ “คุณชายหลี่ แทนที่จะเป็นห่วงข้า ไยไม่ห่วงตัวเองก่อนเล่า! ซื้อขายตำแหน่งขุนนาง ทุจริตการสอบ หลอกลวงเบื้องสูง นี่เป็นความผิดที่ทำให้ทั้งตระกูลถูกประหาร เกรงว่าก่อนตระกูลซูจะเกิดเรื่อง คนทั้งตระกูลหลี่คงถูกเนรเทศไปก่อนแล้ว”
หลี่อานเซิงหัวเราะ เขาโน้มตัวเข้ามาใกล้นางอีกเล็กน้อย ดวงตาเป็นประกายจับจ้องใบหน้า
“เช่นนั้นก็ดีสิ! หากเราสองคนถูกเนรเทศด้วยกัน บางทีระหว่างเดินทางไปชายแดนอาจได้เป็นเพื่อนร่วมทาง เมื่อถึงดินแดนหนาวเหน็บไร้การแบ่งชนชั้นแล้วแต่งเป็นสามีภรรยา ก็นับเป็นเรื่องงามเรื่องหนึ่ง”
“เจ้า...”
แก้มของซูชิงยวนแดงวาบ ทั้งอับอายทั้งโกรธ นางคว้าหมอนอิงขึ้นมาหมายจะขว้างใส่ แต่ยกมือขึ้นได้ครึ่งทางก็ฝืนข่มใจไว้
