บ้านคนหนึ่งที่อยู่เหนือสุดของหมู่บ้าน
หลินเฟิงอุ้มซูชิวซิน เดินลอดผ่านประตูใหญ่ที่ขาดบานประตูไปครึ่งหนึ่ง เข้าไปในลานบ้าน
ลานบ้านไม่ใหญ่ ว่างเปล่า กำแพงลานพังลงไปเสี้ยวใหญ่ ดินเหลืองกับหญ้ารกกองระเกะระกะ
บ้านดินเตี้ย ๆ สามห้องตั้งอยู่เบี้ยว ๆ สีผนังลอกออก เผยให้เห็นดินโคลนเหลือง
หน้าต่างใช้ผ้าเก่า หนังสือพิมพ์ปิดแปะไว้หลายชั้น แต่ก็ยังมีรูโหว่ใหญ่ ๆ อยู่เจ็ดแปดรู
ลมพัดมา หน้าต่างก็แกว่งไปมาเสียงดังเอี๊ยดอ๊าด เกิดเสียงน่ารำคาญ
หลินเฟิงวางซูชิวซินลง เดินเข้าบ้าน เอาเก้าอี้ตัวเดียวออกมา
“เธอนั่งก่อนนะ ฉันจัดการเก็บกวาดหน่อย”
พูดจบก็มุดเข้าไปในบ้าน
ซูชิวซินดึงเก้าอี้มานั่ง ตัวสั่นหดตัว มองไปรอบ ๆ
ในใจแอบโล่งใจ นึกดีว่าพี่สาวรองของนางไม่ได้แต่งเข้าบ้านนี้
บ้านนี้ ซอมซ่อกว่าบ้านของพวกนางอีก ความจนเห็นได้ชัดมาก
บ้านโล่งสี่ด้าน ไม่ได้กล่าวเกินเลยไปเลย
หลินเฟิงขึ้นชื่อว่ารักสบายเกียจคร้าน หิวเมื่อไหร่ก็ไปกินข้าวฟรีทั่วหมู่บ้าน
กลางวันก็เกียจคร้าน เร่ร่อนไร้จุดหมายไปทั่วทุกหมู่บ้าน
เหนื่อยแล้วก็กลับบ้าน ล้มตัวลงนอนหลับ ไม่เคยเก็บกวาดบ้าน
ปีก่อนตอนเข้าหน้าหนาว เผาทุกอย่างที่เผาได้เพื่อให้ความอบอุ่น รวมถึงบานประตูใหญ่ด้วย
บ้านโล่งสี่ด้านไม่ใช่แค่สำนวน แต่มันคือภาพจริงของบ้านหลินเฟิง
หลินเฟิงบอกว่าเข้าบ้านไปเก็บกวาด แต่กลับไปกลับมาหลายเที่ยว ก็จนปัญญาหาอะไรเก็บกวาดไม่ได้
นี่มันน่าอายอยู่เหมือนกัน
“เมื่อก่อน...ชีวิตที่ผ่านมาแม่งเป็นยังไงวะ”
ไม่มีทางเลือก ได้แต่ให้ซูชิวซินลำบากไปก่อน
