เฉ็ดเฉ็ดสะดุ้งตกใจขึ้นมาอย่างกะทันหัน
ยกมือกุมหัวใจที่เต้นรัวแล้วถอยหลังไปหนึ่งก้าว
แต่ก็ยังอดอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ จึงขยับเข้าไปใกล้อีกก้าวเล็ก ๆ ยื่นศีรษะน้อย ๆ ออกมา กะพริบดวงตากลมโตสีดำขลับเป็นประกาย
“ศิษย์พี่ เขาฟื้นแล้วเจ้าค่ะ~”
ซ่งซินเยว่พยักหน้า “อืม ฟื้นแล้ว”
ถูกศิษย์น้องของเจ้าทำให้โมโหจนฟื้นขึ้นมาต่างหาก
นึกถึงตรงนี้ ซ่งซินเยว่ก็มองอ๋องสงครามด้วยแววตาเห็นใจอยู่บ้าง น่าสงสารเสียจริง นางพอจะคาดเดาสภาพการณ์ของอ๋องสงครามในวันหน้าได้แล้ว
อืม คงไม่ดีกว่าชิงหยุนเต้าจ่างแน่
เพราะศิษย์น้องเป็นพวกคลั่งไคล้คนหน้าตาดีสุด ๆ
จนถึงตอนนี้ อ๋องสงครามเป็นคนแรกที่ถูกนางพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าขี้เหร่
เกียรติเช่นนี้ อ๋องสงครามคงรับไม่ไหวกระมัง
เฉ็ดเฉ็ดกวาดตามองอ๋องสงครามอย่างรังเกียจ
ช่างบังเอิญ อ๋องสงครามก็กำลังมองนางอยู่เช่นกัน
พ่อลูกพบหน้ากันเป็นครั้งแรก แต่เปิดฉากได้ย่ำแย่ประหนึ่งฟ้าถล่ม
“มองอะไร เจ้าคนขี้เหร่”
เฉ็ดเฉ็ดถลึงตาอย่างโมโห มือทั้งสองเท้าเอว นางความจำดีมาก เมื่อครู่นี้ไม่ได้ฟังผิดไปแน่ อ๋องสงครามด่านางว่าเป็นลูกอกตัญญู
ถึงจะด่าว่าได้ตรงความจริง แล้วอย่างไรเล่า?
บนโลกนี้ ไม่มีผู้ใดทำให้นางต้องกล้ำกลืนความอยุติธรรมได้
ถูกต้อง นางก็เป็นคนหยิ่งผยองและรักตัวเองเช่นนี้แหละ
คนขี้เหร่?
สามคำนี้วนเวียนอยู่ในสมองของอ๋องสงครามไม่หยุด ราวกับกำลังทรมานเขาด้วยการเฉือนเนื้อทีละชิ้น
เขามีชีวิตมานานยี่สิบกว่าปี นี่เป็นครั้งแรกที่ถูกคนด่าว่าขี้เหร่ ทั้งที่หน้าตาของเขาไม่ได้ขี้เหร่สักนิด สตรีที่หลงใหลเขามีมากมายจนต่อแถวจากคฤหาสน์จ้านไปถึงนอกเมืองหลวงได้เลย
ชิ... โมโหจริง ๆ
