โจวฉีซุ่นมีน้ำตาโลหิตไหลอาบดวงตา
“องค์หญิงน้อย มิใช่ว่าพวกเราไม่อยากเข้าไปในจวนอ๋องฉู่เซียง แต่ในจวนนั้นวางค่ายกลเอาไว้ พวกเราจึงเข้าใกล้ไม่ได้เลยพ่ะย่ะค่ะ”
“หากเข้าใกล้ ดวงวิญญาณจะถูกแผดเผา”
“ในหมู่พวกเรามีสหายสองคนโมโหจนขาดสติ บุกฝ่าเข้าไปโดยไม่สนสิ่งใด ผลลัพธ์น่าอนาถยิ่งนัก วิญญาณแตกสลายไปในทันที”
ภาพเหตุการณ์ครั้งนั้นน่าสะพรึงกลัวเกินกว่าผีจะทนดู
พวกเขาไม่มีทางเลือก จึงได้แต่ติดอยู่ที่นี่
เพราะในเรือนหลังนี้มิได้วางค่ายกลเอาไว้
แต่เรื่องน่าประหลาดก็คือ...
โจวฉีซุ่นขมวดคิ้ว ก่อนเอ่ยข้อสงสัยในใจออกมา
“องค์หญิงน้อย แม้พวกเราจะอยู่ในเรือนหลังนี้ได้ แต่ทุกครั้งที่คิดจะเข้าใกล้พระชายาอ๋องฉู่เซียงกับบุตรทั้งสาม ก็จะถูกพลังลึกลับสายหนึ่งขัดขวางพ่ะย่ะค่ะ”
“พลังนั้นมิได้ทำร้ายพวกเรา”
“แต่พวกเราก็ทำลายมันไม่ได้เช่นกัน”
เฉ็ดเฉ็ดกะพริบตาปริบ ๆ “พวกนางพกยันต์คุ้มกาย หรือสวมเครื่องประดับหยกที่ลงอักขระยันต์ไว้หรือไม่เพคะ?”
ร่างกายของนางมีสัญชาตญาณป้องกันตัวโดยอัตโนมัติ
สิ่งชั่วร้ายใด ๆ ล้วนเข้าใกล้นางแม้แต่น้อยมิได้ หากไม่ได้รับอนุญาตจากนาง
อาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า ไม่นับเทพกับเซียนแล้ว ผู้คนในโลกนี้ที่เป็นเช่นนางแทบไม่มี
หากมีก็ถือเป็นพวกผิดแผก
มารดากับบุตรทั้งสามเป็นพวกผิดแผกหรือไม่กันแน่?
โจวฉีซุ่นส่ายหน้า “ไม่มีพ่ะย่ะค่ะ พวกเราสังเกตอย่างละเอียดแล้ว พระชายาอ๋องฉู่เซียงกับบุตรทั้งสามชอบแต่งตัว ทุกครั้งที่มาที่เรือนหลังนี้ เครื่องแต่งกายตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าล้วนเป็นชุดใหม่ทั้งสิ้น”
