คิดริบทรัพย์สินของราษฎร!
ลอบสร้างอาวุธ หมายก่อกบฏ!!
สิ้นคำกล่าว เสียงฮือฮาด้วยความตกตะลึงก็ดังระงมทั่วตำหนักจินหลวน
พระพักตร์จักรพรรดิอู่เหวินตี้มืดครึ้มราวเมฆฝน พระเนตรจับจ้องสองพ่อลูกตระกูลโม่ด้วยแววคมกริบ พระสุรเสียงเปี่ยมอำนาจกดดัน «ขุนนางโม่ทั้งสอง พวกเจ้ามีหลักฐานหรือไม่»
«มี!»
สองพ่อลูกโม่ชงขานรับพร้อมกัน
พวกเขามาอย่างเตรียมพร้อม ทั้งคาดการณ์ไว้แล้วว่าการประชุมขุนนางยามเช้าวันนี้ต้องมีผู้ยื่นฎีกากล่าวโทษ จึงจัดเตรียมหลักฐานและแผนรับมือไว้อย่างรอบคอบ
«ฝ่าบาท กระหม่อมนำหลักฐานมาด้วยแล้ว ขอฝ่าบาทโปรดทอดพระเนตร»
โม่ต้งเก๋อล้วงม้วนเอกสารปึกหนึ่งออกมาจากอก ซูเฉิงสาวเท้าเร่งรุดเข้ามารับหลักฐาน ก่อนนำไปถวายจักรพรรดิอู่เหวินตี้
ยามนี้ใบหน้าเว่ยอี้หม่านซีดเผือด
ในใจหวาดหวั่นจนสุดขีด ริมฝีปากขยับเตรียมแก้ตัว ทว่ากลับถูกเฉ็ดเฉ็ดฟาดแส้ใส่เสียก่อน
«เพี๊ยะ!»
«อ๊าก!»
เว่ยอี้หม่านกรีดร้องโหยหวนทันที แส้ครั้งนี้ฟาดจากหน้าผากลงไปถึงหน้าอก เนื้อหนังฉีกขาด เลือดสาดกระเซ็น
ใบหน้าของเขาแทบเสียโฉม
หวงเต้าโถวสะท้านเฮือกอย่างแรง
ด้านหนึ่งเขาหวาดกลัวฝีมือและอำนาจข่มขวัญของเฉ็ดเฉ็ดอย่างลึกล้ำ อีกด้านกลับนึกยินดีที่เว่ยอี้หม่านใกล้ถึงคราวตาย
ฮ่า ๆ ๆ ๆ
ในที่สุดก็ไม่ใช่เขาคนเดียวที่ถูกฟาดแส้แล้ว
เพียงแต่เขาคิดไม่ถึงว่าเว่ยอี้หม่านจะบังอาจถึงขั้นคิดก่อกบฏ ไม่รู้ไปเอาความกล้ามหาศาลมาจากที่ใด
โชคดีที่เขาไม่รู้เรื่องนี้
มิฉะนั้นเก้าชั่วโคตรของเขาคงถูกริบทรัพย์และตัดหัวไปแล้ว
«เพี๊ยะ ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ!»
เฉ็ดเฉ็ดทำหน้าขึงขัง ฟาดแส้ติดต่อกันหลายครั้งอย่างหนักหน่วง จนเว่ยอี้หม่านร้องโหยหวนไม่หยุด เจ็บจนกลิ้งเกลือกอยู่บนพื้น
