“ทุบตีด่าทอข้ายังพอว่า แต่บิดาของหญิงสาวผู้นั้นกลับไม่ทำอะไรเลยสักอย่าง ทุกวันเอาแต่ขอเงินไปซื้อสุราดื่ม เมื่ออยู่บ้านก็คลุ้มคลั่งเพราะเมามาย ทั้งยังเที่ยวพูดกับคนอื่นว่าหากผู้ใดหมายตาบุตรสาวของเขา ต้องมอบสินสอดเงิน 50 ตำลึงให้เขา ขาดไปสักอีแปะก็ไม่ได้”
สีหน้าป้าพั่งเต็มไปด้วยความรังเกียจ ยิ่งพูดก็ยิ่งเดือดดาล
“นี่เขาเรียกว่าแต่งบุตรสาวที่ใดกัน เห็นชัด ๆ ว่าขายบุตรสาวต่างหาก ผู้คนในหมู่บ้านละแวกสิบลี้ต่างพากันหลีกหนี ไม่มีใครอยากหาเรื่องเดือดร้อนใส่ตัว”
“นี่อย่างไรเล่า บัดนี้หญิงสาวผู้นั้นอายุ 17 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครไปสู่ขอ”
แม้ป้าพั่งจะเห็นใจหญิงสาวผู้นั้น แต่ก็ไม่อยากให้บุตรชายมีพ่อตาเช่นนั้น
คนทั่วไปหากพบเจอคนติดสุรา ล้วนหลบหนีไปให้ไกล
“องค์หญิงน้อย ข้าก็ไม่รู้ว่าบุตรชายของข้าไปมีใจให้หญิงสาวผู้นั้นได้อย่างไร”
“ฐานะครอบครัวข้าก็ธรรมดา แม้บุตรชายจะสอบได้ตำแหน่งซิ่วไฉ แต่ก็ไม่มีความสามารถจะสอบเลื่อนขั้นต่อ บัดนี้จึงเป็นอาจารย์สอนหนังสืออยู่ในสำนักศึกษาแห่งหนึ่ง”
“ข้าอุตส่าห์เลี้ยงดูเขาจนเติบใหญ่ ก็หวังเพียงให้เขาอยู่อย่างราบรื่นปลอดภัย มีกินมีใช้ไม่ขัดสน”
“ไม่ใช่ให้เขาไปเลี้ยงดูพ่อตาที่ทั้งทำให้บิดามารดาโกรธจนตาย ทุบตีภรรยาจนตาย เกียจคร้านเอาแต่กิน และติดสุราเป็นอาจิณเช่นนั้น”
คำตัดพ้อของป้าพั่งได้รับเสียงสนับสนุนจากผู้คนที่มามุงดูเรื่องสนุกทันที
“พูดเช่นนี้ก็ไม่ผิด หากเป็นข้า ข้าก็ไม่ยอมรับญาติเช่นนี้เหมือนกัน”
“นั่นสิ หากแต่งงานกันเมื่อไร คนเลวติดสุราผู้นั้นต้องตามรังควานป้าพั่งกับบุตรชายแน่ ๆ วันเว้นวันก็มาเรียกเงินถึงบ้าน”
