เขานั่งอยู่ข้างเตียงเช่นนั้น เฝ้ามองนางเงียบ ๆ ตลอดทั้งคืน
จนกระทั่งขอบฟ้าเริ่มสว่างเป็นสีขาวรำไร เสียงคนในวังปัดกวาดจากที่ไกล ๆ ดังแว่วมา เยี่ยนซวี่ฉีจึงจัดผ้าห่มให้นางเรียบร้อย ก่อนปีนออกทางหน้าต่างไป
โม่ชิงที่เฝ้าอยู่ด้านนอกเห็นเจ้านายของตนปีนหน้าต่างออกมา สีหน้าพลันซับซ้อนขึ้นมาอย่างยิ่ง
เขาติดตามองค์รัชทายาททุกวัน กลับไม่รู้เลยว่าองค์รัชทายาทกับท่านหญิงเจาหนิงมีสัมพันธ์ลึกซึ้งกันตั้งแต่เมื่อไร
และดูจากท่าทีแล้ว ความสัมพันธ์นี้ก็ดูจะไม่ใช่เรื่องธรรมดา
โม่ชิงมีคำถามผุดขึ้นในใจนับไม่ถ้วน แต่พอสบเข้ากับสายตาเรียบเฉยที่เยี่ยนซวี่ฉีเหลือบมองมา เขาก็ก้มหน้าลงทันที
เขาไม่รู้
และก็ไม่กล้าถาม
ยามเซี่ยฉือเยว่ตื่นขึ้น ฟ้าด้านนอกหน้าต่างก็สว่างจ้าแล้ว
บาดแผลที่หัวไหล่ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่คิด ยาแก้ปวดของหมอหลวงก็ได้ผลดี เหลือเพียงความเจ็บแปลบจาง ๆ อยู่สามส่วน
เซี่ยฉือเยว่หลับตานอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วทบทวนทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนในใจ
นางเดิมพันชนะแล้ว
ฮ่องเต้ติดหนี้ชีวิตนาง
ส่วนเยี่ยนซวี่ฉี...
นางจำได้ว่า ตอนที่ล้มลง สีหน้าตื่นตระหนกของเขาดูไม่เหมือนเสแสร้ง
มุมปากของเซี่ยฉือเยว่ยกขึ้นเพียงน้อยจนแทบสังเกตไม่เห็น ก่อนกลับไปซีดเซียวอ่อนแรงดังเดิมอย่างรวดเร็ว นางยันขอบเตียงหมายจะลุกขึ้น จงใจขยับจนแผลที่หัวไหล่สะเทือน แล้วสูดปากด้วยความเจ็บ
เยี่ยนอวี่ฟู่ที่เฝ้าอยู่ด้านนอกนอนหลับไม่สนิทอยู่แล้ว พอได้ยินเสียงก็สะดุ้งตื่น รีบวิ่งเข้ามาทั้งที่ยังสวมรองเท้าไม่เรียบร้อย
“พี่หญิง!”
นางพุ่งมาข้างเตียง เห็นเซี่ยฉือเยว่กำลังพยายามลุกขึ้น ก็ร้อนใจจนขอบตาแดงก่ำในพริบตา
“โธ่ พี่หญิงคนดี อย่าขยับเลยนะ!”
เยี่ยนอวี่ฟู่ประคองแผ่นหลังนางอย่างระมัดระวัง อีกมือหยิบหมอนนุ่มมารองไว้ด้านหลัง พลางอดบ่นไม่ได้ว่า “เมื่อคืนพี่เสียเลือดไปตั้งมาก กว่าจะฟื้นขึ้นมาได้แทบแย่ ทำไมถึงไม่รู้จักห่วงตัวเองบ้างเลย?”
เซี่ยฉือเยว่พิงหมอนนุ่ม หัวคิ้วขมวดเล็กน้อย น้ำเสียงอ่อนแรงราวกับสายลม
“อวี่ฟู่ พี่แค่อยากดื่มน้ำสักคำ”
