ร่างกายของเย่หว่านหลานพักฟื้นอยู่เกือบครึ่งเดือน ในที่สุดก็เกือบหายดีแล้ว ใบหน้ากลับมามีเลือดฝาดอีกครั้ง
เส้นตึงที่ขึงอยู่ในใจของอวิ๋นอวี้หรูมาเนิ่นนานก็หย่อนคลายลงเสียที นางจึงเอ่ยว่าจะพาเย่หว่านหลานไปแก้บนที่วัดเจวี๋ยหมิง
ครั้งก่อนที่เย่หว่านหลานไข้สูงไม่ยอมลด นางเคยไปบนบานไว้ที่วัด ตอนนี้เด็กหายดีแล้ว เรื่องบนบานย่อมต้องไปแก้
เย่หว่านหลานพยักหน้าว่าง่าย บอกว่าดี
วันเดินทาง ฟ้าโปร่ง อากาศแจ่มใส
เผยหลวนอวี้ยืนอยู่หน้าประตูจวน สวมเสื้อคลุมแพรสีแดงเลือดหมู ปลายแขนเสื้อปักลายเมฆไหลสีทองด้วยเส้นไหมทองคำ คาดเข็มขัดหนังสีดำสนิท แขวนหยกขาวไว้ชิ้นหนึ่ง มือข้างหนึ่งไพล่หลัง อีกมือคลึงหยกตรงเอวเล่น สายตาทอดไปที่หน้าประตู
เห็นอวิ๋นอวี้หรูกับเย่หว่านหลานออกมา เผยหลวนอวี้ก็เข้าไปรับหน้าที่ของสาวใช้แทนทันที ประคองทั้งสองคนขึ้นรถม้า
เห็นเย่หว่านหลานนั่งมั่นคงดีแล้ว เผยหลวนอวี้เปิดม่านขึ้น เพิ่งจะก้าวขึ้นไปในห้องโดยสาร
เสียงของอวิ๋นอวี้หรูลอดออกมาจากในรถม้า "อวี้เอ๋อร์ เจ้าทำอะไร"
เผยหลวนอวี้เท้าข้างหนึ่งเหยียบบนคานรถ กระแอมเบา ๆ ว่า "จุยเฟิงเพิ่งเปลี่ยนเกือกใหม่เมื่อไม่กี่วันก่อน วิ่งขึ้นมาค่อนข้างจะไม่มั่นคงนัก วันนี้ข้าขอโดยสารรถม้าไปกับพวกท่าน"
อวิ๋นอวี้หรูเปิดม่านรถ มองดูสีหน้ามั่นอกมั่นใจของลูกชาย นางยิ้มเยาะว่า "นี่มันรถสำหรับสตรี ผู้ชายตัวโตอย่างเจ้าดั้นขึ้นมาเบียดแบบนี้ สมควรแล้วหรือ อีกอย่าง ในจวนก็ไม่ได้มีแค่จุยเฟิงเป็นม้าสักหน่อย" นางหันไปสั่งเผยอันว่า "ไปจูงม้าตัวใหม่มาให้ซื่อจื่อของพวกเจ้า"
เผยอันรีบจูงม้าสีดำสนิทตัวหนึ่งมา ยื่นบังเหียนให้เผยหลวนอวี้ มุมปากเม้มแน่น แต่หางตากลับโค้งน้อย ๆ เห็นได้ชัดว่ากำลังกลั้นท่าทีสมใจเอาไว้
