ในเวลาเดียวกัน เยี่ยนซวี่ฉีดื่มชาถ้วยที่สองหมดแล้วในเรือนด้านหน้า
นายท่านใหญ่ตระกูลเซี่ยสนทนากับเขาเรื่องภัยพิบัติในอวิ๋นโจวอยู่สองสามประโยค ก่อนจะถามถึงพระพลานามัยของฮ่องเต้ในช่วงนี้ เยี่ยนซวี่ฉีตอบทุกคำถามอย่างสุภาพ สีหน้าอ่อนโยนเช่นเคย
เยี่ยนซวี่ฉีวางถ้วยชาลงบนโต๊ะอย่างแผ่วเบา
“รบกวนมานานแล้ว ข้าน้อยสมควรต้องขอตัว”
เซี่ยหานอวี้ลุกขึ้นทันที “กระหม่อมไปส่งใต้ฝ่าพระบาทพ่ะย่ะค่ะ”
นายท่านใหญ่ตระกูลเซี่ยเหลือบมองบุตรชาย ก่อนลุกขึ้นกล่าวเช่นกัน “เชิญใต้ฝ่าพระบาทพ่ะย่ะค่ะ”
ทุกคนเดินไปส่งเยี่ยนซวี่ฉีจนถึงหน้าจวน
เยี่ยนซวี่ฉีจงใจสาวเท้าให้ช้าลง พอเดินผ่านประตูฉุยฮวาก็ยังเหลียวมองไปทางเรือนชั้นใน
ที่นั่นเงียบสงัด ไร้แม้แต่เงาคน
เซี่ยฉือเยว่ไม่ได้มาส่งเขา
แววผิดหวังวูบผ่านดวงตาของเยี่ยนซวี่ฉี
เขารออยู่อีกครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าเงาร่างสีขาวจันทร์ยังไม่ปรากฏ จึงทำได้เพียงก้าวออกจากจวนเซี่ย
โม่ชิงจูงม้ารออยู่ใต้บันได เมื่อเห็นเขาออกมา ก็รีบเดินเข้ามาหา
“ใต้ฝ่าพระบาท”
เยี่ยนซวี่ฉีกำลังจะรับบังเหียน จู่ ๆ ก็มีเสียงใสกังวานดังมาจากด้านหลัง
“องค์รัชทายาท โปรดรอก่อนเพคะ”
มือของเขาชะงักทันที
ครั้นหันกลับไปมอง กลับเห็นเพียงไป๋จื่อที่กำลังถือกล่องผ้าไหมแกะสลักลวดลาย เดินเร็ว ๆ เข้ามา
ไม่ใช่นาง
แววตาของเยี่ยนซวี่ฉีหม่นลงเล็กน้อย ทว่าเขายังคงยืนรออยู่ที่เดิม
ไป๋จื่อมาถึงตรงหน้าแล้วก้มคำนับเล็กน้อย
“บ่าวคารวะองค์รัชทายาทเพคะ”
“ไม่ต้องมากพิธี” เยี่ยนซวี่ฉีมองกล่องผ้าไหมในมือนาง “ท่านหญิงให้เจ้ามาหรือ?”
ไป๋จื่อตอบอย่างนอบน้อม “ใช่เจ้าค่ะ ท่านหญิงฝากบอกว่าเรื่องที่รับปากใต้ฝ่าพระบาทไว้เมื่อหลายวันก่อน นางทำเสร็จแล้ว”
แววตาของเยี่ยนซวี่ฉีไหววูบ เขายื่นมือรับกล่องผ้าไหมมา
