“ใต้ฝ่าพระบาททรงเหน็ดเหนื่อยจากการเดินทาง มิสู้เสด็จไปพักผ่อนที่เรือนด้านหน้าดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
เยี่ยนซวี่ฉีรู้ดีว่าตนเป็นบุรุษนอกเรือน ไม่สะดวกจะอยู่ในเขตบ้านชั้นในนานนัก
เขาวางถ้วยชาลง ลุกขึ้นกล่าวว่า “รบกวนใต้เท้าเซี่ยแล้ว”
นายท่านรองเซี่ยยอมละสายตาจากบุตรสาวในที่สุด แล้วลุกขึ้นตามไปด้วย
เซี่ยหานอวี้ตั้งใจจะอยู่ต่อ แต่เซี่ยเฉิงจิ่งกลับดึงแขนเสื้อเขาเบา ๆ อย่างแนบเนียน
“ของกำนัลที่องค์รัชทายาทส่งมายังไม่ได้ตรวจนับ เจ้าไปกับข้า”
เซี่ยหานอวี้ขมวดคิ้ว “ให้พ่อบ้านตรวจนับก็พอแล้ว”
เซี่ยเฉิงจิ่งเหลือบมองเขาเรียบ ๆ “จะไปหรือไม่ไป?”
เซี่ยหานอวี้เกรงพี่ชายลูกพี่ลูกน้องคนนี้มาตั้งแต่เด็ก จึงได้แต่ลุกขึ้นอย่างไม่เต็มใจ
ก่อนเยี่ยนซวี่ฉีจะจากไป เขาหันกลับมามองเซี่ยฉือเยว่
“เยว่เอ๋อร์”
เซี่ยฉือเยว่เงยหน้าขึ้น
เยี่ยนซวี่ฉีคล้ายอยากพูดบางอย่าง แต่เมื่อสายตากวาดผ่านคนตระกูลเซี่ย สุดท้ายก็เพียงกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “แผลที่ไหล่ของเจ้าเพิ่งหายดี อย่านั่งนานเกินไป หากเหนื่อยก็รีบพักผ่อนเสีย”
เมื่อบุรุษหลายคนจากไป โถงใหญ่จึงเงียบลงอย่างแท้จริง
เมื่อครู่เซี่ยฉือเยว่นั่งตัวตรงเรียบร้อย ครั้นตอนนี้ก็ขยับเข้าไปชิดฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยทันที ก่อนยื่นมือโอบเอวอีกฝ่ายแล้วซุกหน้าเข้ากับอ้อมอก
“ท่านย่า”
ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยก้มมองนาง แววตาเปี่ยมด้วยความรักเอ็นดู “เป็นอะไรไป?”
“ข้าคิดถึงท่านย่ามากจริง ๆ”
“เจ้านี่นะ”
ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยยกมือลูบศีรษะนาง น้ำเสียงเจือความหวาดหวั่นที่ยังไม่จาง “พอรู้ข่าวว่าเจ้าบาดเจ็บ ท่านย่าก็ไม่ได้นอนทั้งคืน คนจากวังบอกแค่ว่าเจ้าบาดเจ็บเพราะช่วยฝ่าบาท แต่ไม่ยอมบอกว่าอาการหนักแค่ไหน หากไม่ใช่เพราะป้าสะใภ้ใหญ่ของเจ้าเข้าวังไปดูด้วยตาตัวเองทีหลัง ข้ากับบิดาของเจ้าคงบุกเข้าไปในวังนานแล้ว”
“เป็นเพราะเยว่เอ๋อร์ทำให้ท่านย่าเป็นห่วง”
“เจ้าก็รู้ตัวด้วยหรือ?”
ฮูหยินผู้เฒ่าเซี่ยแตะหน้าผากนางเบา ๆ “ต่อไปห้ามทำเรื่องโง่ ๆ แบบนี้อีก ข้างกายฝ่าบาทมีทั้งองครักษ์และทหารรักษาพระองค์ ไยต้องให้เด็กสาวอย่างเจ้าพุ่งเข้าไปด้วย?”
