หลังจากคนตระกูลเฉิงออกไปแล้ว ในห้องพักฟื้นก็เหลือแค่เสิ่นอี้เจินกับเฉิงฝูรั่วสองคน
เสิ่นอี้เจินประคองคนในอ้อมแขนอย่างทะนุถนอม สัมผัสได้ถึงอุณหภูมิร่างกายของเฉิงฝูรั่ว ถึงตอนนี้เอง เขาถึงรู้สึกเหมือนเพิ่งได้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง
“กุยเป่า ขอโทษนะ ทุกอย่างเป็นเพราะฉันดูแลเธอไม่ดีพอ”
เสิ่นอี้เจินเอ่ยปากขอโทษไม่หยุด ในตอนที่รู้ว่าเฉิงฝูรั่วหายตัวไป ไม่มีใครรู้เลยว่าเขากลัวมากแค่ไหน
เฉิงฝูรั่วซบพิงอยู่ในอ้อมแขนของเสิ่นอี้เจิน เสียงพูดค่อนข้างอ่อนล้า “นายจะขอโทษทำไมกัน ไม่ใช่นายผิดสักหน่อย”
ความเจ็บที่แขนทำให้เธออดกลั้นไม่ไหว ร้องด้วยความเจ็บออกมาเบา ๆ น้ำเสียงเจือความอัดอั้นใจ “เสิ่นอี้เจิน ฉันเจ็บจังเลย”
เสิ่นอี้เจินคิดจะเรียกหมอ ถูกเฉิงฝูรั่วห้ามไว้ เธอขยับเข้าหาเสิ่นอี้เจินอีกนิด อาจเป็นเพราะบาดเจ็บ ตอนนี้เลยดูออดอ้อนพึ่งพาเขาเป็นพิเศษ
“อย่าเรียกหมอเลย ถึงพวกเขามาก็ช่วยอะไรไม่ได้หรอก มีแต่จะบอกว่าเป็นอาการปกติ ฟังจนเบื่อเต็มทีแล้ว”
เสิ่นอี้เจินทำตัวไม่ถูกเลย เขาแทบอยากจะรับเจ็บแทนเธอ
เฉิงฝูรั่วเงยหน้ามองเสิ่นอี้เจิน เสียงแผ่วเบา “เสิ่นอี้เจิน พอฉันสอบเอ็นทรานซ์เสร็จ เรามาคบกันเลยดีไหม”
จิตใจที่ยุ่งเหยิงของเสิ่นอี้เจินได้ยินคำพูดนี้ ประสาทสัมผัสทั้งหมดเหมือนดับวูบ มีแค่ร่างกายที่ตอบสนองก่อน เขาได้ยินตัวเองพูดว่า “ดี”
เฉิงฝูรั่วพอใจแล้ว น้ำเสียงยิ่งออดอ้อน “ถ้าอย่างนั้นนายต้องคิดดี ๆ นะว่าจะขอคบยังไง ถ้าฉันไม่พอใจ นายก็ยังเลื่อนขั้นไม่ได้นะ”
อารมณ์หม่นหมองของเสิ่นอี้เจินจางลงหลายส่วน ได้ยินดังนั้นก็ยิ้มตอบ “ถ้างั้นผมคงต้องคิดหนักหน่อย ถึงตอนนั้นขอคุณหนูรั่วรั่วช่วยเห็นใจผมหน่อยเถอะนะ”
