จากนั้นเขาก็ก้าวเข้าไปหาลู่เหวินหลี่ทีละก้าว มีดสั้นอยู่ในมืออย่างไม่ใส่ใจ
“ลู่เหวินหลี่” ลู่เย่เรียกชื่อเขาตรง ๆ
“แกพูดอยู่ปาว ๆ ว่าจะยกบ้านให้ฉันอยู่ฟรี ลองถามมโนธรรมตัวเองดูสิว่าแกจะเอาบ้านหลังนี้ไปได้ยังไง”
เสียงของลู่เย่ไม่ดังนัก แต่กลับกังวานทะลุทะลวง
“ตอนนั้นแกอยากแต่งเข้าบ้านผู้หญิงเพื่อมาอยู่หมู่บ้านชิงยวน ยอมเป็นเขยที่ต้องทนถูกกดขี่ แต่คุณปู่ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าจะทำให้ตระกูลเสียหน้า”
ลู่เย่ปักมีดลงบนโต๊ะไม้เก่าเสียงดัง “ปัง”
“แกเป็นคนคุกเข่าอยู่ในลานบ้านเองทั้งวันทั้งคืน สุดท้ายยังเขียนหนังสือสัญญาสละทรัพย์สินทุกอย่างที่บ้านเดิมโดยสมัครใจ คุณปู่ถึงยอมปล่อยแกออกจากบ้านไป”
แววตาของลู่เย่คมกริบ เรื่องนี้ผู้เฒ่าหลายคนในหมู่บ้านต่างก็รู้กันดี
“ส่วนเรื่องที่แกพูดถึงสายสัมพันธ์พี่น้องน่ะ”
“วันที่ยี่สิบสาม เดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติเมื่อสองปีก่อน หนานหนานไข้สูงจนชัก”
พอได้ยินประโยคนี้ เปลือกตาของลู่เหวินหลี่ก็กระตุกขึ้นมาสองครั้ง
“เมียฉันฝ่าพายุหิมะ เดินทางไปถึงหมู่บ้านชิงยวนของพวกแก คุกเข่าอยู่หน้าบ้านพ่อตาแกเพื่อขอยืมเงินสิบหยวน” ลู่เย่เงยหน้าขึ้น “ตอนนั้นแกอยู่ที่ไหน”
“เมียแกชี้หน้าด่าเมียฉัน แกกลับไม่แม้แต่จะเปิดประตู”
ทุกคำที่ลู่เย่พูดราวกับค้อนหนัก ๆ ที่ฟาดลงบนจุดเจ็บอย่างจัง
“หลานสาวแท้ ๆ กำลังป่วยหนักจนเกือบตาย แกยังไม่ยอมควักเงินสักแดง”
“ตอนนี้พ่อตาแกป่วย แกกลับวิ่งมาขอถุงหอมจากฉัน ซึ่งมีค่าตั้งหลายสิบหรือเป็นร้อยหยวนงั้นเหรอ”
“หน้าของแกนี่หนายิ่งกว่ากำแพงเมืองเสียอีก”
ลู่เหวินหลี่ถูกขุดเรื่องฉาวขึ้นมาเปิดโปง ใบหน้าพลันแดงคล้ำราวกับตับหมู
เรื่องหนังสือสัญญาเขาคิดว่าลู่เย่ไม่รู้ ที่ไหนได้ ก่อนคุณปู่จะสิ้นใจกลับเล่าให้ลู่เย่ฟังเสียแล้ว
“อย่ามารื้อฟื้นเรื่องเก่า! เรื่องที่เมียแกมายืมเงิน ฉันไม่เห็นจริง ๆ!” ลู่เหวินหลี่เริ่มเล่นลิ้นหน้าด้าน ๆ
