ถูกกักบริเวณมาสี่ปี จ้าวผิงอันก็มีอายุแปดขวบ
วันนั้น จ้าวผิงอันกำลังต้มชาและดื่มด่ำกับรสชาติใต้ร่มเงาของต้นไผ่เหลือง
ทันใดนั้น ประตูรั้วก็ถูกคนถีบเปิดจากด้านนอก
จ้าวผิงอันหันไปมอง เห็นเด็กชายวัยเจ็ดขวบผู้มีท่าทางหยิ่งทะนงและสง่างาม กำลังพาเด็กหญิงวัยสี่ขวบซึ่งมีใบหน้างดงามราวกับสลักจากหยก เดินเข้ามาในลานบ้านอย่างผ่าเผย
เด็กชายสูงราวหนึ่งเมตรสี่สิบ สวมเสื้อคลุมแพรปักลวดลายงดงาม เส้นไหมทองและเงินถักทอสลับกันจนเปล่งประกายเจิดจ้า คาดเข็มขัดหยกขาว สวมมงกุฎหยกประดับอัญมณีหายาก เผยให้เห็นถึงฐานะและศักดิ์ศรีอันไม่ธรรมดา ที่เท้าสวมรองเท้าหนังกวางเจ็ดสี
เด็กหญิงก็แต่งกายหรูหราไม่แพ้กัน ประดับประดาด้วยเส้นไหมทองและหยก
เบื้องหลังเด็กชายและเด็กหญิง มีกลุ่มคนติดตามมาด้วยจำนวนมาก ทั้งสาวใช้หน้าตางดงามและบ่าวรับใช้ผู้มีฝีมือสูง รวมแล้วราวสิบเอ็ดถึงสิบสองคน
ชั่วขณะหนึ่ง จ้าวผิงอันอดคาดเดาไม่ได้ว่าเด็กชายและเด็กหญิงคู่นี้คงเป็นน้องชายและน้องสาวต่างมารดาของเขา
แต่เขาไม่ได้ลุกขึ้น ยังคงนั่งดื่มชาอยู่ตรงนั้นอย่างสงบนิ่ง
เด็กชายกับเด็กหญิงเดินมาหยุดกลางลาน สายตาจับจ้องไปยังจ้าวผิงอัน
“จ้าวผิงอัน ยังไม่รีบเข้ามาคารวะซื่อจื่อกับคุณหนูใหญ่อีก!” บ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่เบื้องหลังเด็กชายและเด็กหญิงตะโกนใส่จ้าวผิงอันอย่างเกรี้ยวกราด
จ้าวผิงอันลอบร้องในใจว่า “เป็นอย่างที่คิดจริง ๆ” จากนั้นจึงลุกขึ้นอย่างไม่รีบร้อน ประสานมือคารวะจ้าวเจินมิ่งกับจ้าวเจิ้งเหลียน “คารวะซื่อจื่อและคุณหนูใหญ่”
เมื่ออยู่ใต้ชายคาผู้อื่น ก็จำต้องก้มหัว ความอดทนเพียงเท่านี้เขายังมี
“บังอาจ! เจ้ายังกล้าลบหลู่ซื่อจื่อกับคุณหนูใหญ่อีก!” บ่าวรับใช้พลันเดือดดาล ตวาดด่าแล้วทำท่าจะเข้าไป “สั่งสอน” มารยาทให้จ้าวผิงอัน
จ้าวเจินมิ่งยกมือขึ้นห้ามบ่าวรับใช้ไว้
เขามองจ้าวผิงอัน ก่อนจะเหลือบมองสภาพของบ้านหลังเล็กไม้ไผ่เหลือง แล้วจึงหันกลับมามองจ้าวผิงอันอีกครั้ง
